เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปกราบสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญตามประวัติศาสตร์ของทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็คือ วัดระฆังโฆสิตาราม นั่นเอง วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่าจังหวัดกรุงเทพมหานครเสียอีก เพราะเชื่อกันว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัดที่ในสมัยของพระเจ้าตากสินมหาราช ได้กำหนดให้เป็นสถานที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราช มีสถานะเป็นพระอารามหลวง และในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ขุดพบระฆังใหญ่ ซึ่งระฆังดังกล่าวถูกย้ายไปประดิษฐานที่วัดพระแก้วแทน แต่ได้มีการสร้างระฆังใหม่ขึ้นมาทดแทน และทำให้วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าวัดระฆังมาตั้งแต่นั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดแห่งนี้มีทั้งพระพุทธรูปพระประธานยิ้มรับฟ้า ซึ่งมีความสวยงามอ่อนช้อยและงดงามมาก ซึ่งชื่อของพระพุทธรูปนั้นได้มาจากคำเอ่ยชื่นชมของรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งมีโอกาสได้เสด็จมาทอดผ้าพระกฐินที่วัดแห่งนี้ สถานที่สำคัญอีกแห่งของวัดนี้คือตำหรักแดงเป็นเรือนไม้สักที่ทาสีแดงเอาไว้ทั้งหลัง มีความเชื่อว่าพระตำหนักนี้เป็นสถานที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราศใช้พำนักอยู่ขณะที่ลามาผนวช ภายในตัวตึกจึงมีรูปจำลองของพระเจ้าตาก และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับพระองค์จัดแสดงเอาไว้ และให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปกราบสักการะอีกด้วย อีกหนึ่งความเชื่อที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญและความน่าสนใจนั้นก็คือเป็นวัดที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรสี) เคยพำนักอยู่เมื่อครั้งยังมีชีวิต ท่านเป็นพระภิกษุรูปสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นผู้กำหนดคาถาสวดที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์มากอย่างคาถาชินบัญชร ทั้งยังมีความเชื่อกันด้วยว่าท่านคือพระภิกษุที่สามารถปราบแม่นาคพระโขนง ผีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตนหนึ่งของไทยได้สำเร็จอีกด้วย นอกจากนี้การกราบไหว้วัดระฆังในช่วงวันปีใหม่ยังเชื่อกันว่าด้วยชื่ออันเป็นมงคลของวัดแห่งนี้จะส่งผลให้ผู้ที่มาสักการะมีชื่อเสียงขจรขจายเหมือนระฆังอีกด้วย ดังนั้นหากท่านใดมีโอกาสแวะเวียนมายังฝั่งธนบุรีก็ขอให้ลองมาสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพื่อสร้างสิริมงคลให้กับชีวิต โดยการเดินทางสามารถนั่งเรือข้ามฝากมาจากท่าพระจันทร์ ท่าช้าง หรือท่าเตียนมาที่วัดระฆังก็ได้ หรือหากมาด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็อาจต้องระวังถ้าที่จอดรถของวัดอาจจะเต็มได้