ใครจะเชื่อว่าท่ามกลางความลึกลับของผืนป่าตะวันตกในอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก จะมี "หัวใจ" ดวงโตซ่อนอยู่! วันนี้ผมจะพาทุกคนไปบุก "น้ำตกเปรโต๊ะลอซู" (หรือน้ำตกปิตุ๊โกร) น้ำตกที่ขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย และเป็นพิกัดที่สายลุยทุกคนต้องมาเช็คอินให้ได้สักครั้ง นี่ไม่ใช่แค่การเดินป่าธรรมดา แต่คือการเดินทางไปพบกับความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างมาให้เห็นเฉพาะช่วงหน้าฝนเท่านั้น มือใหม่ ป่าแรก... ไหวไหม? หัวใจคือคำตอบ! คำถามที่ติดค้างในใจใครหลายคนคือ "มือใหม่อย่างเราจะไหวเหรอ?" ผมบอกเลยว่า ไหวแน่นอน! แม้เปรโต๊ะลอซูจะขึ้นชื่อเรื่องความชันและมหาโคลน แต่นี่คือ "ป่าครู" ชั้นดีสำหรับคนอยากเริ่มต้นสายลุย เพราะมันจะสอนให้คุณรู้จักความลำบากที่โคตรสนุก ความเหนื่อยที่แลกมาด้วยรอยยิ้ม และมิตรภาพที่เกิดขึ้นท่ามกลางการลื่นล้ม ถ้าคุณอยากก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเอง และอยากให้ป่าแรกเป็นความทรงจำระดับ Masterpiece เปรโต๊ะลอซูคือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดครับ การเตรียมตัวแบบ "อเวนเจอร์" อุปกรณ์ต้องพร้อมปะทะ! การเตรียมตัวคือหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนจาก "ผู้ประสบภัย" ให้เป็น "ผู้พิชิต" อุปกรณ์ต้องเป๊ะ ชุดต้องได้! ผมแนะนำชุดเดินป่าผ้าแห้งเร็ว ระบายอากาศดี และโทนสีเข้มคุมโทนจะเท่มากเวลาถ่ายรูปตัดกับป่าเขียวๆ ส่วน "ไอเทมลับ" ที่ขาดไม่ได้คือ สตั๊ดดอย รองเท้าคู่ละไม่กี่สิบบาทที่เกาะหนึบยิ่งกว่าสไปเดอร์แมน ไม่ว่าโคลนจะหนาหรือหินจะลื่นแค่ไหน เจ้าคู่จิ๋วนี้แหละที่จะพาคุณไปถึงยอดเขา สำหรับการจองทริปและจุดนัดพบยอดฮิต (BTS จตุจักร) วิธีที่สะดวกและมันส์ที่สุดคือการไปกับ "ทัวร์เดินป่า" ครับ จุดรวมพลยอดนิยมคือ ลานจอดรถ BTS จตุจักร ในคืนวันศุกร์ คุณจะเห็นกลุ่มคนที่สะพายเป้ใบยักษ์นัดมารวมตัวกัน บรรยากาศมันโคตรขลังเหมือนแก๊งอเวนเจอร์กำลังรวมตัวไปกู้โลก การไปกับทัวร์ช่วยจัดการเรื่องรถตู้ เสบียง และไกด์ท้องถิ่นที่ชำนาญทาง ทำให้มือใหม่อย่างเราไม่ต้องกังวลเรื่องการหลงป่าเลย เส้นทาง 1,219 โค้ง... บททดสอบก่อนถึงความจริง การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปอุ้มผางใช้เวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมง ไฮไลท์คือการฝ่า "ถนนลอยฟ้า" ที่มีโค้งหักศอกนับพัน! ใครเมารถเตรียมยาไว้เลยครับ แต่เชื่อไหมว่าวิวม่านหมอกสองข้างทางจะทำให้คุณตื่นตาจนลืมเมาไปเลย เมื่อถึงตัวอำเภอ เราจะเดินทางต่อไปยังบ้านกุยเลอตอ จ่ายค่าธรรมเนียมแค่ 100 บาท แล้วความมันส์ระดับ 5 ดาวก็เริ่มขึ้น! วันที่ 1 : ยินดีต้อนรับสู่โลกของ “มหาโคลน” และความเหนื่อยที่โคตรมัน ก้าวแรกที่เดินเข้าป่า บอกเลยว่ายังไม่ทันได้วอร์มร่างกายดี ๆ โคลนก็เข้ามาทักทายก่อนเพื่อนทันที เส้นทางวันแรกไม่ใช่แค่เดินชมป่า แต่เป็นด่านทดสอบกำลังขาแบบจริงจัง ดินลื่น เหนียว หนึบ ทุกก้าวต้องคอยระวัง ไม่งั้นมีสิทธิ์ไถลลงไปนั่งกับพื้นได้ง่าย ๆ แต่ยิ่งลำบากเท่าไหร่ เสียงหัวเราะกับเสียงแซวกันของเพื่อนก็ยิ่งดังขึ้น เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ยังสนุกอยู่ ยิ่งเดินเข้าไปลึก โคลนก็ยิ่งเหนียว แต่เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นตามไปด้วย เดินมาเรื่อย ๆ อยู่ ๆ ก็เจอ ร้านค้าเล็ก ๆ ตั้งอยู่กลางทาง มีของขายเล็กน้อยให้ได้แวะพัก แวะซื้ออะไรติดมือกันไป พอได้หยุด ได้คุย ได้หัวเราะกันอีกนิด ความเหนื่อยเหมือนเบาลงไปเฉย ๆ จากนั้นก็เดินต่อ ใครลื่นก็โดนแซว ใครเดินช้าก็มีคนรอ จนเงยหน้าขึ้นมาเห็นที่ตั้งแคมป์อยู่ไกล ๆ ทุกคนเหมือนจะยิ้มออกพร้อมกัน รู้เลยว่าใกล้ถึงแล้ว พอเดินถึงแคมป์ ทุกอย่างมันดูช้าลงทันที หลังจากอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เราก็พากันออกมาเดิน ตลาดเล็ก ๆ ในแคมป์ ที่มีของขายเรียงราย ทั้งของกิน น้ำ และของจุกจิกเล็ก ๆ น้อย ๆ เดินไปก็เม้าท์ไป บางคนซื้อ บางคนดูเฉย ๆ แต่บรรยากาศมันเพลินแบบไม่ต้องรีบ ทำให้รู้สึกว่า ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่จุดพัก แต่เป็นพื้นที่ให้ได้ผ่อนคลายจริง ๆ ช่วงเย็น อากาศเริ่มเย็นลง เสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลง เหลือแค่เสียงลมกับเสียงป่า ทุกอย่างดูช้าลงแบบไม่ต้องพยายาม เหนื่อยยังอยู่ แต่เป็นความเหนื่อยที่ทำให้ยิ้มออก เพราะรู้สึกว่า นี่แหละคือช่วงเวลาที่ได้พักกับธรรมชาติจริง ๆ วันที่ 2 : เหนื่อยจนลืมไม่ลง แต่คุ้มจนไม่อยากลืม วันที่สองของทริป เริ่มต้นแบบยังไม่ทันได้ตั้งสติดี ขาก็ต้องออกเดินแล้ว อากาศตอนเช้าเย็นกำลังดี เดินไปเรื่อย ๆ แบบยังไม่รู้เลยว่าวันนี้จะเจออะไรบ้าง จนอยู่ ๆ ก็เริ่มได้ยินเสียงน้ำดังขึ้นมา ตอนแรกยังไม่แน่ใจว่าใช่ไหม เส้นทางช่วงนี้เริ่มเลาะไปตามลำธาร น้ำใสไหลผ่านโขดหินเรียงตัวไปตามทาง แสงแดดส่องลอดต้นไม้ลงมากระทบผิวน้ำเป็นระยะ บางช่วงต้องก้าวข้ามหิน บางช่วงพื้นลื่นนิดหน่อย แต่บรรยากาศมันดีจนเดินเพลินโดยไม่รู้ตัว พอเดินเข้าไปใกล้อีกนิด แล้วเงยหน้าขึ้นเท่านั้นแหละ น้ำตกอยู่ตรงหน้าแบบไม่ให้ตั้งตัว จากลำธารที่ไหลเอื่อย ๆ กลายเป็นสายน้ำที่เทลงมาจากที่สูง ความรู้สึกตอนนั้นคือทั้งตกใจทั้งตื่นเต้น มันโผล่มาแบบไม่บอกกล่าว เหนื่อยที่เดินมาก่อนหน้านี้เหมือนหายไปชั่วคราว เพราะสายตาไปอยู่ที่น้ำตกหมดแล้ว พอเก็บภาพ เก็บโมเมนต์ตรงน้ำตกกันพอหายตื่นเต้น เราก็ต้องเดินต่อ เส้นทางยังไม่จบง่าย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ แบบช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง จนในที่สุดก็มาถึง จุด 12,000 ตรงนี้เหมือนได้พักหายใจจริง ๆ วิวเริ่มเปิด มองออกไปเห็นภูเขาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ลมพัดเย็น ๆ ทำให้รู้สึกว่า ที่เดินมาทั้งหมดมันเริ่มคุ้มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นช่วงที่ได้หยุดมองรอบตัว แล้วปล่อยให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของมัน แต่เป้าหมายของวันยังไม่จบแค่นั้น หลังจากพักพอประมาณ เราก็ลุยต่อไปที่ จุด 15,000 ทางช่วงนี้บอกเลยว่าเหนื่อยจริง ขาเริ่มล้า ร่างกายเริ่มฟ้อง แต่ใจก็ยังดันให้เดินต่อ จนพอถึงจริง ๆ ความเหนื่อยที่สะสมมาตลอดวันมันหายไปแบบไม่ทันตั้งตัว วิวตรงหน้าสวยมาก สวยแบบยืนมองแล้วไม่อยากรีบไปไหน แถมที่พีคคือ ตรงนี้มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หลังจากหายจากโลกออนไลน์มาทั้งวัน มือถือที่เงียบไปก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ถึงจะมีเน็ต สิ่งที่น่าดึงดูดกว่าก็ยังเป็นวิวตรงหน้าที่มองยังไงก็ไม่เบื่อ พอลงจากเส้นทางหนัก ๆ กลับมาถึงแคมป์ สิ่งที่รออยู่คือความฟินแบบไม่ต้องคิดเยอะ นั่นคือการไป อาบน้ำตกแถวแคมป์ น้ำเย็นมาก เย็นแบบแค่โดนตัวก็รู้สึกผ่อนคลาย ความล้าทั้งวันเหมือนถูกชะล้างออกไปกับสายน้ำ แค่นั่งแช่ ฟังเสียงน้ำ ก็รู้สึกแล้วว่าร่างกายได้พักจริง ๆ ปิดท้ายวันด้วยการ กินข้าวล้อมรอบกันและกัน มื้อธรรมดา แต่บรรยากาศไม่ธรรมดาเลย นั่งกินไป คุยไป หัวเราะกันไป เหมือนความเหนื่อยทั้งหมดกลายเป็นเรื่องเล่าที่น่าจำ วันที่สองอาจจะเป็นวันที่หนักที่สุดของทริป แต่ก็เป็นวันที่ให้ทั้งความตื่นเต้น ความผ่อนคลาย และความทรงจำที่อยากกลับไปนึกถึงอีกครั้ง สุดท้ายนี้ ทำไมคุณต้องไป "เปรโต๊ะลอซู" สักครั้งในชีวิต? เพราะ เปรโต๊ะลอซู คือที่ที่ทำให้คุณรู้ว่าการเดินทางที่ต้องเหนื่อย ลุย และออกแรงจริง ๆ มันคุ้มแค่ไหน ที่นี่ไม่ได้สวยแบบง่าย ๆ แต่สวยแบบต้องแลก ระหว่างทางมีทั้งเสียงน้ำ ป่าเขา โคลน และเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมทาง ทุกก้าวเหมือนพาเราหลุดออกจากโลกเดิม ๆ ที่วุ่นวาย ไปอยู่กับปัจจุบันแบบจริงจัง จนพอถึงจุดที่วิวเปิด น้ำตกตรงหน้า และธรรมชาติรอบตัว ความเหนื่อยทั้งหมดจะหายไปทันที เหลือแค่ความรู้สึกว่า “ดีแล้วที่มา” และความทรงจำที่ไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่เป็นความรู้สึกที่ติดอยู่ในใจไปอีกนานาน ภาพถ่ายโดยผู้เขียน (Watanyu)