จุดเริ่มต้นของการเดินทาง เสียงเพรียกจากท้องทะเลอันดามัน มนต์เสน่ห์ของทะเลไทยไม่เคยจางหายไปจากใจของนักเดินทาง แต่ถ้าหากจะให้เลือกสถานที่ที่เป็นที่สุดของความบริสุทธิ์และงดงาม ชื่อของ "หมู่เกาะสิมิลัน" มักจะลอยเด่นขึ้นมาเป็นอันดับแรกเสมอ ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมมีโอกาสได้เก็บกระเป๋า ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดพังงา เพื่อสัมผัสด้วยตาตัวเองว่า สวรรค์บนดินที่ใครๆ ต่างร่ำลือกันนั้น แท้จริงแล้วงดงามเพียงใด การเดินทางเริ่มต้นขึ้นในเช้าตรู่ที่ท่าเรือทับละมุ อำเภอท้ายเหมือง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความคึกคักและมีชีวิตชีวา นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันด้วยจุดหมายเดียวกัน แสงแดดแรกของวันสะท้อนกับผืนน้ำทะเลชายฝั่ง คลื่นลูกเล็กๆ ซัดสาดเข้าหาฝั่งคล้ายกับเป็นการต้อนรับอันอบอุ่น ไกด์ท้องถิ่นผู้เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเริ่มแจกแจงโปรแกรมการเดินทางและข้อปฏิบัติสำคัญในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผมสัมผัสได้ทันทีถึงความใส่ใจของคนในพื้นที่ที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของพวกเขา ล่องเรือสู่ท้องทะเลกว้าง ประวัติศาสตร์และที่มาของนาม "สิมิลัน" เมื่อเรือสปีดโบ๊ทเริ่มเร่งความเร็ว มุ่งหน้าออกจากชายฝั่งสู่มหาสมุทรอินเดีย ทัศนียภาพรอบตัวก็เปลี่ยนไป จากน้ำทะเลสีโคลนปนทรายใกล้ฝั่ง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต และกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มจัดในยามที่เรือแล่นเข้าสู่เขตน้ำลึก ลมทะเลเย็นๆ ปะทะใบหน้า พร้อมกับละอองคลื่นที่สาดกระเซ็นเข้ามาเป็นระยะ ช่วยปลุกความตื่นเต้นในใจให้สูบฉีด ระหว่างการเดินทางที่ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ไกด์ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของหมู่เกาะแห่งนี้ คำว่า "สิมิลัน" เป็นคำที่เพี้ยนมาจากภาษามายู (มลายู) ว่า "สิบิลัน" (Sembilan) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า "เก้า" เนื่องจากหมู่เกาะแห่งนี้ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่เรียงตัวกันในแนวเหนือ-ใต้ รวมทั้งหมด 9 เกาะ ได้แก่ เกาะหูยง, เกาะปายัง, เกาะปาหยัน, เกาะเมียง, เกาะห้า, เกาะปายู, เกาะหินปูซาร์, เกาะสิมิลัน และเกาะบางู (แม้ว่าในภายหลังจะมีการผนวกเกาะตาชัยและเกาะบอนเข้ามารวมอยู่ในอุทยานแห่งชาติด้วยก็ตาม ประวัติศาสตร์ของสิมิลันไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของพิกัดภูมิศาสตร์ แต่ในอดีต ผืนน้ำแถบนี้เคยเป็นเส้นทางเดินเรือค้าขายโบราณ และเป็นที่พึ่งพิงของชาวเลกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะ "ชาวมอแกน" ยิปซีทะเลผู้มีความผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับทะเลอันดามันมาอย่างยาวนาน รู้จักกระแสน้ำ ทิศทางลม และฤดูกาลเป็นอย่างดี ก่อนที่พื้นที่แห่งนี้จะได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2525 เพื่อปกป้องรักษาระบบนิเวศอันเปราะบางไว้ให้คงอยู่สืบไป สัมผัสแรก ณ เกาะแปด หินเรือใบและหาดทรายขาวราวแป้งฝุ่น เรือชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้ "เกาะแปด" หรือ "เกาะสิมิลัน" ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของหมู่เกาะแห่งนี้ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมถึงกับลืมหายใจ น้ำทะเลใสสะอาดจนมองเห็นผืนทรายและแนวปะการังด้านล่างได้อย่างชัดเจน ราวกับว่าเรือกำลังลอยอยู่บนกระจกใสบานใหญ่ เมื่อก้าวเท้าลงจากเรือสัมผัสกับชายหาด ความรู้สึกแรกคือความนุ่มนวลอย่างประหลาด ทรายที่นี่ละเอียดและขาวราวกับแป้งฝุ่น (Powder Sand) ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายของปะการังและเปลือกหอยตามธรรมชาติผ่านกาลเวลานับพันปี สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดบนเกาะนี้คือ "หินเรือใบ" (Sail Rock) ก้อนหินขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ราวกับมีหัตถ์ของพระผู้สร้างนำมาวางไว้ประดับเกาะ ผมไม่รอช้าที่จะเดินเท้าขึ้นไปบนจุดชมวิวหินเรือใบ เส้นทางเดินขึ้นเป็นโขดหินและบันไดไม้ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเล็กน้อย ระหว่างทางเราจะได้เห็นสภาพป่าดิบชื้นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เสียงนกร้องและเสียงใบไม้ไหวช่วยสร้างความรื่นรมย์ และเมื่อขึ้นไปถึงยอดสูงสุด ภาพทิวทัศน์แบบพาโนรามาของอ่าวเกือกก็ปรากฏแก่สายตา ผืนน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ไล่เฉดสีไปจนถึงน้ำเงินเข้ม ตัดกับหาดทรายขาวโค้งรูปเกือกม้า และเรือนำเที่ยวลำน้อยใหญ่ที่จอดลอยลำอยู่ด้านล่าง เป็นภาพที่สวยงามจนยากจะหาคำใดมาบรรยาย และคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อที่เสียไปทุกหยด โลกใต้ทะเลที่สะกดทุกสายตา มนต์เสน่ห์แห่งปะการังและสิ่งมีชีวิต หลังจากเต็มอิ่มกับวิวทิวทัศน์บนฝั่งแล้ว ก็ถึงเวลาของไฮไลท์ที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการดำน้ำตื้น (Snorkeling) หมู่เกาะสิมิลันได้รับการยกย่องจากนักดำน้ำทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำที่สวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก เนื่องด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงมาก จุดดำน้ำแรกของเราอยู่บริเวณ "เกาะเก้า" (เกาะบางู) ที่มีชื่อเสียงเรื่องกองหินใต้น้ำและแนวปะการังที่สมบูรณ์ ทันทีที่สวมหน้ากากดำน้ำและก้มหน้าลงสู่ผืนน้ำ โลกอีกใบก็เปิดต้อนรับผมทันที แสงแดดที่ส่องทะลุน้ำลงไปทำให้เกิดลำแสงระยิบระยับราวกับสปอตไลท์ส่องสว่างให้แก่เวทีการแสดงของธรรมชาติ ผมได้เห็นปะการังเขากวาง ปะการังสมอง และกัลปังหาหลากสีสันที่พริ้วไหวไปตามกระแสน้ำ ฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อย ทั้งปลานกแก้วสีสันฉูดฉาด ปลาการ์ตูนที่แอบซ่อนตัวอยู่ในดอกไม้ทะเล และปลาศัลยแพทย์ที่ว่ายวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวอย่างไม่เกรงกลัวมนุษย์ ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนเราเป็นเพียงผู้ขออาศัยเข้ามาเยี่ยมชมบ้านของพวกเขา บรรยากาศใต้ทะเลช่างเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของเราเองผ่านท่อหายใจ และเสียงเคี้ยวปะการังเบาๆ ของฝูงปลา มันเป็นการบำบัดจิตใจจากความเหนื่อยล้าในชีวิตเมืองกรุงได้อย่างอัศจรรย์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความอบอุ่นของผู้คนแห่งอันดามัน นอกเหนือจากความงดงามของธรรมชาติแล้ว สิ่งที่ทำให้ทริปสิมิลันครั้งนี้สมบูรณ์แบบและอยู่ในความทรงจำ คือ "ผู้คน" และ "วัฒนธรรมการบริการ" ของชาวพังงาและคนในท้องถิ่น ช่วงเวลาอาหารกลางวันที่จัดขึ้นบน "เกาะสี่" (เกาะเมียง) ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ เราได้ลิ้มรสอาหารใต้รสจัดจ้าน ทั้งแกงไตปลาที่หอมอบอวลด้วยเครื่องแกง และปลาทอดขมิ้นกรอบนอกนุ่มใน เจ้าหน้าที่อุทยานฯ และไกด์ท้องถิ่นได้ร่วมพูดคุยและแบ่งปันเรื่องราวชีวิตในทะเล พวกเขาเล่าถึงความผูกพันกับผืนน้ำแห่งนี้ รวมถึงความพยายามในการฟื้นฟูธรรมชาติ การปิดเกาะในช่วงฤดูมรสุม (ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคมของทุกปี) เพื่อให้ธรรมชาติได้พักผ่อนและฟื้นตัว ความกระตือรือร้นในการเล่าเรื่องและการดูแลเอาใจใส่นักท่องเที่ยวด้วยความจริงใจ สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของคนไทยภาคใต้ที่มีความซื่อตรง รักพวกพ้อง และพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยหัวใจที่กว้างใหญ่ดั่งท้องทะเล บนเกาะสี่นี้เอง ผมยังได้พบกับ "นกชาปีไหน" (Nicobar Pigeon) สิ่งมีชีวิตเจ้าถิ่นที่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของสิมิลัน มันคือนกพิราบป่าขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามสะดุดตาด้วยขนแผงคอที่เป็นเส้นยาว และขนลำตัวที่เป็นประกายสีเขียวเหลือบน้ำเงินแกมทองยามต้องแสงแดด นกชาปีไหนมักจะเดินหากินอยู่ตามพื้นป่าชายหาดอย่างไม่ตื่นกลัวคน การได้เห็นพวกมันเดินอวดโฉมความงามตามธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามาตรการการอนุรักษ์และความเงียบสงบของที่นี่ได้ผลเป็นอย่างดี รอยจำใต้แสงตะวันรอน คุณค่าที่ต้องร่วมกันรักษา เมื่อเข็มนาฬิกาเวียนมาถึงช่วงบ่ายแก่ๆ ก็ได้เวลาที่ต้องบอกลาหมู่เกาะสิมิลัน เรือสปีดโบ๊ทพาเรามุ่งหน้ากลับสู่ฝั่ง ทิ้งภาพหมู่เกาะทั้งเก้าไว้เบื้องหลัง แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง อาบไล้ผืนน้ำอันดามันให้กลายเป็นประกายระยิบระยับ การมาเยือนสิมิลันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินทางมาท่องเที่ยวถ่ายรูปสวยๆ แล้วกลับไป แต่เป็นประสบการณ์ที่เปิดมุมมองใหม่ให้แก่ชีวิต ผมได้เรียนรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความเปราะบางของมันในเวลาเดียวกัน ได้เข้าใจว่าวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่งทะเลนั้นผูกพันกับธรรมชาติอย่างแยกไม่ออก การรักษาความงดงามนี้ไว้ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ หรือคนในพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของนักท่องเที่ยวทุกคนที่ต้องตระหนักถึงการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ไม่ทิ้งขยะ ไม่ทำลายปะการัง และเคารพกฎกติกาของสถานที่ "ครั้งหนึ่งกับการไปเที่ยวเกาะสิมิลัน ไม่ใช่แค่การได้เห็นสวรรค์บนดิน แต่คือการได้เติมเต็มพลังชีวิตด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ และความทรงจำอันงดงามนี้จะยังคงแจ่มชัดอยู่ในใจของผม... ตลอดไป" เขียนโดย ตานิ้ง รูปภาพประกอบบทความ ภาพปกโดย นักเขียน ตกแต่งด้วย ChatGPT Promt ภาพทั้งหมดโดย นักเขียน อยากไปเที่ยวไหนหรือเปล่า? หาข้อมูลที่เที่ยวสุดปังได้ที่ App TrueID โหลดเลย ฟรี !