ถ้าคิดถึงนครนครนายก หลายๆคนคงนึกถึงน้ำตกสาริกาหรือเขื่อนขุนด่านปราการชลกันใชไหมครับ? แต่วันนี้เราจะแหวกแนวพาไปสถานที่ Unseen สำหรับการไปพักผ่อนและไปเดินเทรลใกล้กรุงเทพ ที่หลายๆคนอาจจะไม่รู้จัก เราจะไปเช็คอินกันที่ “น้ำตกกระอ่าง” อ.บ้านนา จ.นครนายก เพราะนอกจากได้มาพักผ่อนนั่งจิบกาแฟที่คาเฟ่ฟีลธรรมชาติและกินอาหารอร่อยๆ แล้วยังมีสถานที่ที่สาย Activity อย่างเราไม่ควรพลาด! หรือที่รู้จักก็คือ “หุบเขาตีนไก่” เหมาะสำหรับการวิ่งเทรลอีกด้วย เอาหล่ะเกริ่นเรื่องมาพอประมาณแล้ว เตรียมใจเตรียมปอดกันให้พร้อมไปเข้าป่าหาโอโซนกันเลย! One day trip น้ำตกกระอ่าง โดยเราเริ่มเดินทางออกจากลาดระบังเวลา 5.00 น. ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชม. ขับรถชมวิวทิวทัศน์ระหว่างทางในช่วงฤดูหนาวที่เหมาะแก่การขับรถเที่ยว อย่างแรกเมื่อเรามาถึงที่น้ำตกกระอ่างสิ่งที่จะเห็นได้ชัดเลยก็คือองค์พระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ตรงหน้าทางเข้าน้ำตกเป็นวิวที่สวยมากเหมาะแก่การถ่ายรูปเช็คอินป้ายแรก ในที่สุดเราก็ได้เดินทางมาถึงน้ำตกด้วยเวลาประมาณ 7.20 น. แต่เนื่องจากเรามาในช่วงฤดูหนาวจึงไม่ค่อยมีน้ำตกให้เห็นมากนัก เราขอแนะนำสำหรับเพื่อนๆที่ต้องการมาเที่ยวชมน้ำตกให้มาในช่วงฤดูฝนเพราะเป็นฤดูที่มีน้ำเยอะจะทำให้เห็นน้ำตกและลำธารที่สวยงามมากกว่า ก่อนที่เราจะเริ่มเดินเทรลเราขอแวะพักเติมกาแฟยามเช้าที่คาเฟ่ “สวนคัยวะ” เป็นคาเฟ่พีลธรรมชาติที่มีจุดถ่ายรูปหลายจุดเลยและยังมีลานกว้างสำหรับกางเต็นท์พักผ่อนริมลำธารอีกด้วย เราได้สั่งเมนู มัจฉะลาเต้และมอคค่า บอกได้เลยว่ารสชาติสิบเต็มสิบไม่หัก เป็นร้านที่เราขอแนะนำให้เพื่อนๆได้ไปลอง ลอง หลังจากเติมกาแฟยามเช้าเรียบร้อยแล้วเราก็ได้ทำการเตรียมตัวเพื่อที่จะไปเดินเทรลกัน เส้นทางหลักๆทั้งหมดจะมี 3 เส้นทางคือ ผานางดำ เขาหัวหมวก และน้ำตกสลัดได โดยเราจะเริ่มเดินที่แรกก็คือ ผานางดำ ระยะทาง 1.5 กม. เส้นทางเดินค่อนข้างจะไปยากเท่าไหร่นักสำหรับเมื่อใหม่ หลังจากเดินขึ้นมาได้สักพักก็จะถึงวัดที่มีพรุทธรูปองค์ใหญ่ที่เราได้ขับผ่านมาเมื่อตอนนี้มาถึงน้ำตกสำหรับใครที่อยากมาถ่ายรูปตรงนี้เราขอแนะนำสุดๆหลังจากพักไหว้องค์พระพุทธรูปแล้วแล้วเราก็เริ่มเดินทางกันต่อเลย ข้างบนจะมีป้ายสำหรับทางขึ้นไปที่ผานางดำจากนั้นเราก็เดินตามทางมาได้เลย พอเราเดินขึ้นมาได้สักพักนึงก็ขึ้นมาเจอกับโบสถ์ของ “วัดศรีกะอ่าง” บอกได้เลยว่าจุดนี้ก็สวยไม่แพ้กันกับองค์พระพุทธเลยเพราะมีหน้าผาสำหรับการสักการะพระพุทธรูปธุดงค์ซึ่งในส่วนนี้เราก็ไม่ทราบประวัติความเป็นมาเหมือนกันแต่จากมุมนี้เราก็จะมองชึ้นไปเห็น “ผานางดำ” ซึ่งก็คือจุดหมายต่อไปของเรานั้นเอง หลังจากพักเหนื่อยเรียบร้อยแล้วเราก็เริ่มเดินทางกันต่อเลย หลังจากนี้ทางที่จะขึ้นไปที่ผานางดำจะค่อนข้างยากแล้วเพราะเริ่มเป็นทางเข้าป่าแล้วเลยมีแต่ดินและก็หินค่อนข้างเยอะขอแนะนำสำหรับเพื่อนๆที่จะมาเราขอแนะนำให้ระมัดระวังด้วยนะครับ ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมายแรกของเราแล้ว! บอกได้เลยว่าจุดนี้วิวสวยมาก มองลงไปจะเห็นทั้งหน้าผาและก็วัดศรีกระอ่างทำให้เราลืมความเหนื่อยที่ขึ้นมาเลย ข้างบนผานางดำนี้จะมีจุดเช็คอินและก็ร้านอาหารด้วยจากที่เราไปดูรีวิวมาเขาบอกว่าต้องมาข้าวไข่เจียวผานางดำหลายๆคนบอกว่าอร่อยมาก แต่น่าเสียดายด้วยความที่เรามาในวันธรรมดาเลยไม่ได้ลองชิมข้าวไข่เจียวผานางดำเลย สำหรับเพื่อนๆที่มาในวันหยุดก็ฝากมาลองชิมแทนเราด้วยนะ พักเหนื่อยชมวิวเรียบร้อยแล้วเราก็เริ่มเดินลงจากเขาเพื่อที่จะเดินทางไปต่อในจุดต่อไปเลยที่ “เขาหัวหมวก” จากที่เราไปศึกษามาว่าทำไมถึงชื่อเขาหัวหมวกเพราะว่าลักษณะของหินที่ตั้งอยู่ตรงหน้าผาจะซ้อนกันอยู่สองก้อนเหมือนหมวกนั้นเอง หลังจากลงมาขึ้นจอดรถแล้วเราก็ได้พักแวะเติมน้ำและขนมก่อนที่จะขึ้นไปยังเขาหัวหมวก เวลาประมาณ 9.30 น. เราก็เริ่มเดินทางเพื่อที่จะขึ้นไปยังเขาหัวหมวกเลยตามทางจะมีน้องหมาน้องแมวเดินตามมาตลอดทางเลยขอบอกเลยว่าน้องๆเป็นมิตรสุดๆ พอเดินมาซักพักจะมีป้ายสำหรับเลี้ยวซ้ายเพื่อที่จะไปเขาหัวหมวกระยะทางประมาณ 2.5 กม. กายพร้อมใจพร้อมเราทำได้! เส้นทางนี้ค่อยข้างจะชันและก็เดินทางค่อนข้างลำบากเลยที่เดียวต้องใช้ความระมัดระวังกันด้วยนะครับ หลังจากเดินมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยเราก็ถึงจุดและพักแรกที่มีคาเฟ่และขนมสำหรับพักเหนื่อยแต่ด้วยความที่เรามาวันธรรมดาเช่นเคยคับร้านปิด เราเลยนั่งพักให้หายเหนื่อยกันซักพักก่อนจะเริ่มเดินทางต่อไป หลังจากแวะพักให้หน่อยเหนื่อยเรียบร้อยแล้วเราก็เริ่มเดินทางกันต่อเลยพอเดินมาได้สักพักเราก็จะเจอกับลำธารเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราแนะนำให้ถ่ายรูป ถ่ายรูปเรียบร้อยแล้วพร้อมเดินทางกันต่อ ขอบอกเลยว่าจะจุดนี้จนไปถึงเขาหัวหมวกชันและก็เหนื่อยมากๆต้องใช้ความระมัดระวังสุดๆเราเดินขึ้นมาด้วยความทุลักทุเลเลยที่เดียวถึงจะเหนื่อยแต่ก็สนุกเช่นกันคับ ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงเขาหัวหมวกแล้ว ขอบอกได้เลยว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยที่เดินขึ้นมาวิวทิวทัศน์ในจุดเช็คอินนี่ถือว่าสวยไม่แพ้เผานางดำเลย เราได้เห็นหินที่ตั้งซ้อนอยู่ตรงหน้าผาเหมือนกับหมวกเลยแถมหินยังตั้งได้แบบผิดหลักฟิสิกส์สุดๆ แต่ก็คือความสวยงามของธรรมชาติที่ทุกคนต้องลองมาสัมผัสด้วยตาตัวเองจริงๆถึงจะเหนื่อยหน่อยแต่ก็คุ้มที่ได้มา แวะถ่ายรูปเช็คอินธรรมชาติพักหน่อยก่อนที่เราจะเดินทางลงไปยังทางลงอีกที่หนึ่งที่มีจุดเช็คอินถ่ายรูป ทางลงจากเขาหัวหมวกค่อนข้างที่จะชันและเดินยากมากต้องใช้ความระวังด้วยนะครับ เมื่อเราเดินลงมาพักซักก็จะเจอจุดถ่ายรูปอีกจุดก็คือต้นไม้ใหญ่และก็ลำธาร เดินต่อมาจากจุดถ่ายรูปประมาณ 1.0 กม. ก็จะออกมาทางที่ที่จอดรถตรงเขาหัวหมวกแล้วครับ เราลงจากเขาหัวหมวกเวลาประมาณ 12.00 น. แวะพักกินมื้อเที่ยงก่อนจะไปยังจุดหมายสุดท้ายของเรานั้นก็คือ “น้ำตกสลัดได”ระยะทางประมาณ 2.0 กม. เจ้าหน้าที่บอกเราว่าทางนี้เป็นทางที่ไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่นักแต่อาจจะชันนิดหน่อย หลังจากที่เราแวะพักกินมื้อเที่ยงเรียบร้อยเราแล้วก็เตรียมเดินทางกันต่อเวลาประมาณ 13.30 น. จุดสตาร์ทจะอยู่ไม่ใกล้จากจุดที่เราขึ้นไปเขาหัวหมวกเท่าไหร่ ในระหว่างทางขึ้นก็ค่อนข้างจะชันพอสมควรเลยแต่เส้นทางเดินถือว่าเดินค่อนข้างจะสบายกว่าเขาที่เราได้ขึ้นไปก่อนหน้านี้เลยเหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการมาเดินเทรล ในเส้นทางไปน้ำตกก็จะมีร้านค้าขายน้ำกับอาหารและจุดแวะพักชมวิวก่อนที่จะไปยังน้ำตกแถมยังมีน้องหมามาคอยเป็นไกด์นำทางตลอดเส้นทาง เวลา 14.20 ในที่สุดเราก็ถึงน้ำตกแล้วถึงแม้เราจะมาช่วงฤดูหนาวแต่ก็พอยังมีน้ำตกให้เราได้เชยชมอยู่ เป็นอีกจุดถ่ายรูปอีกที่ที่เราว่าสวยมากเลยขนาดในฤดูที่ไม่ค่อยมีน้ำยังสวยขนาดนี้ถ้ามาในฤดูที่มีน้ำมากจะสวยแค่ไหนกันนะ ขอแนะนำถ้าหากเพื่อนๆที่จะมาตามรอยเราที่น้ำตกสลัดไดเราและนำให้มาในช่วงฤดูฝนเลยเพื่อนๆจะได้เห็นน้ำตกที่ใหญ่สวยกว่านี้แน่นอน แวะถ่ายรูปชื่นชมบรรยากาศธรรมชาติกันให้เต็มที่ก่อนที่เราจะกลับเข้าเมืองกรุงกัน หากเพื่อนๆคนไหนอยากที่จะมาสัมผัสบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติแบบ Unseen ไม่ซ้ำใครพร้อมกับ Activity สุดท้าทายสำหรับสายวิ่งเทรลหรือเดินป่าใกล้กรุงเทพ ลานกางเต็นท์สุดชิลกับครอบครัว และร้านคาเฟ่ฟีลธรรมชาติที่รสชาติอร่อยจนต้องกลับมาลองอีก เราขอแนะนำให้เพื่อนๆมาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ไปพร้อมกันได้ที่ “น้ำตกกระอ่าง อ.บ้านนา จ.นครนายก” รับรองว่าจะได้รับพลังธรรมชาติกลับไปเต็มกระเป๋าแน่นอนครับ รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน