เช้าก่อนวันกลับเราเปิดวันด้วยการไปขึ้น Tokyo Skytree โดยราคาตั๋วจะอยู่ที่ 2,100-2,300 เยน แต่เนื่องด้วยวันที่ขึ้นนั้นมีฝนตกทำให้มองไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิ พอชมวิวจนทั่วก็แวะกินไอศกรีมกันซักหน่อย เมื่อกินไอศกรีมเสร็จก็ไปต่อกันที่ Imperial Palace โดยที่เราไปเป็นฝั่ง East Garden โดยไม่เสียค่าเข้า แต่ตอนเข้าไปเราจะได้ตั๋วแบบนี้เข้าไปข้างในก็จะเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้มากมาย ซึ่งบรรยากาศดีมาก เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจ นี่เป็นบรรยากาศบริเวณทางเดิน ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ ทำให้อากาศข้างในนั้นดีมากกก ต่อมาก็จะเป็นสวนดอกไม้ต่างๆซึ่งก็สวยและร่มรื่นไม่กัน Imperial Palace นั้นมีประวัติคร่าวๆคือเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิ มีพื้นที่กว้างและตำหนักต่างๆมากมาย บริเวณโดยรอบจะเป็นกำแพงหินสูง และส่วนมากใช้เป็นที่จัดงานสำคัญด้วย โดยตรงขาออกเราต้องคืนตั๋วที่เราได้รับมาตอนทางเข้าคืนแก่พนักงานด้วย หลังจากเที่ยวชมเรียบร้อยเราก็ไปต่อกันที่ Tokyo Station เป็นสถานีเก่าที่เปิดให้บริการมากว่า 100 ปี โดยข้างในมีร้านค้ามากมายให้เราเลือกซื้อของ และแถวๆนั้นก็ยังมีร้านอาหารโดยเราเลือกกินร้าน Maisen ซึ่งเป็นร้านหมูทอดทงคัตสึเจ้าดัง ซึ่งรสชาติก็อร่อยสมกับที่เป็นเจ้าดัง และยังมีสาขาที่ไทยอีกด้วย เราใช้เวลากินและนักพักหลบฝนกันนานพอสมควร ก่อนที่จะกลับไปซื้อของที่ Shibuya อีกครั้ง โดยบรรยากาศรอบนี้ที่เราเห็นเป็นบรรยากาศยามเย็นซึ่งแตกต่างกับตอนกลางวันที่เรามาในเมื่อวานมาก เพราะที่เที่ยวกลางคืนเริ่มเปิด กลุ่มวัยรุ่นก็จะมากขึ้นกว่าตอนกลางวัน โดยคืนนี้ก็เป็นคืนสุดท้ายที่เราอยู่ที่โตเกียวโดยที่ฝนตกหนักและอากาศเย็นมาก เช้าวันสุดท้ายฝนตกหนักมาก เราออกจากโรงแรมและหนังรถไฟตรงมาที่สนามบิน Narita เลย เนื่องจากรถไฟเกิดการ delay เลยทำให้ไปถึงสนามบินเค้าเตอร์ Check-in ก็เปิดแล้ว โดยเราเดินทางกลับไทยด้วยสายการบิน Air Asia X ( XJ 603 ) ก่อนจะไปขึ้นเครื่องเราก็แวะ duty free เพื่อซื้อขนมและของฝากและเครื่องได้ออกตอน 14.25 น. เตื่อเพราะฝนตกหนักและสภาพอากาศที่ไม่ดีทำให้เครื่องไม่สามารถขึ้นได้เลย delay ไปประมาณ 30 ชม. จริงๆตามไฟล์ทเครื่องเราจะลงประมาณ 19.10 น. ที่สนามบินดอนเมือง แต่ก็เลทนิดหน่อย และถึงไทยโดยสวัสดิภาพ ก็ขอจบทริป Hokkaido-Tokyo 8 วัน เพียงเท่านี้ ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน 😊 รูปทั้งหมดถ่ายโดย : Iphone6 , Olympus omd em10 mk2 , Minolta x-700