เราเริ่มต้นเดินทางตอนเช้าโดยรถโดยสาร จากสถานีรถโดยสารเมือง ฮาวานา (Havana) เมืองหลวงของประเทศคิวบา สู่เมือง ตรินิแดด (Trinidad) ที่อยู่ทางภาคกลาง ค่อนลงมาทางตอนใต้ ใช้เวลาประมาณ สี่ชั่วโมงในการเดินทาง. จริงๆแล้วพวกเราอยากเช่ารถขับมากเพราะชอบรถเก่าสวยๆสไตล์อเมริกันคลาสสิค แต่ว่าไม่ได้ชำนาญเส้นทางมากนัก และรถที่คลาสสิคแต่เก่ามากคงไม่หมาะสำหรับใช้เดินทางไกล. เมื่อเดินทางถึงเมือง ตรินิแดด ทันทีที่เราจะก้าวลงจากรถ ฝนก็ได้ตกลงมาอย่างหนักมาก อย่างไม่ลืมหูลืมตา ผู้โดยสารที่นั่งรถมาเที่ยวเดียวกันกับเรา ไม่มีใครลงจากรถโดยสารเลย คนขับก็ใจดี จอดรอจนเกือบชั่วโมง น้ำเอ่อล้นเต็มถนนแต่การระบายน้ำดีมาก น้ำไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว พอฝนซาทุกคนก็ทยอยลงจากรถ เราเรียกสามล้อไปคนละคันให้พาไปส่งที่โฮมสเตย์ที่จองไว้ ระหว่างทางก็เห็นรถลากม้าผ่านไปมาให้เห็นอยู่เป็นระยะ. คุณลุงคนปั่นสามล้อเล่าให้เราฟังว่า ไม่เคยเห็นฝนตกหนักจนน้ำท่วมถนนมากขนาดนี้มาหลายสิบปีแล้ว แล้วถามเราว่า "เธอเป็นคนที่ไหน" เราตอบว่า "เป็นคนไทยค่ะ" คุณลุงบอกว่า "สาวไทยนำสายฝนมาฝากเมือง ตรินิแดด" เรายิ้มหน้าบาน แต่ไม่แน่ใจว่าชาวเมืองจะชอบกันรึเปล่าที่ฝนตกหนักขนาดนี้. ถึงที่พักเอาประเป๋าเดินทางเก็บ จัดการเกี่ยวกับรายละเอียดการเช่าโฮมสเตย์เรียบร้อย พูดคุยทักทายกับคุณลุงคุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์นิดหน่อย แล้วเราก็รีบออกจากที่พักมาเดินสูดอากาศหลังฝนตก สดชื่นมากจากไอดินกลิ่นฝนปนกลิ่นทะเลที่หอมอบอวลไปทั้งเมือง. พอน้ำบนถนนเริ่มลดลง ก็เป็นช่วงเวลาตลาดนัดตอนเย็นของชาวเมือง ใครปลูกอะไรมีอะไรก็เอามาขาย มาแลกกัน ซึ่งมีราคาถูกมาก. เราซื้อพริกหวานมาชิม อร่อยจนต้องกลับไปซื้ออีกรอบ สกุลเงินของคิวบาคือเปโซ (Peso)โชคดีที่เราแลกเงินและเหรียญคิวบาเปโซ มาสำรองไว้เยอะ เลยได้ซื้อผักผลไม้จากชาวพื้นเมืองหลายมาชิมหลายชนิดเลย. ตื่นมาตอนเกือบตีสี่กว่าๆ ได้ยินเสียงกุบกับๆๆไปตามท้องถนนรอบๆที่พัก รู้สึกไม่ง่วงแล้ว ออกมาดูตรงระเบียงเลยรู้ว่า เสียงดังที่ได้ยินคือเสียงฝีเท้าม้า ที่ชาวเมืองใช้เดินทางไปทำธุระ ไปทำไร่ทำสวนกัน นึกว่าตื่นขึ้นมาแล้วได้ย้อนยุคกลับไปสมัยที่ผู้คนขี่ช้าง ขี่ม้า ขี่เกวียน รู้สึกดีมีความสุขมากกับบรรยากาศ และวิถีชีวิตชาวชนบทของชาวเมืองที่นี่มาก. โฮมสเตย์ที่เราพักมีชื่อภาษาสแปนิช (Spanish) ว่า " el tulipán" และอาหารเช้าที่นี่สามารถนัดเวลาได้ว่ารับกี่โมง อาหารตกแต่งน่าทานและอร่อยมาก. วันนี้เราได้พูดคุยสนทนากับคุณลุงคุณป้ามากขึ้น จึงทราบว่าคุณป้าเป็นชาวฮอลแลนด์ (Holland). ด้วยเหตุนี้เองโฮมสเตย์จึงได้ชื่อว่าดอกทิวลิป. คุณป้าย้อนเล่าอดีตให้ฟังว่า คุณป้าเดินทางมาเที่ยวคิวบา และพบรักกับคุณลุง เรารับฟังอย่างสนุกสนาน สำหรับความรักของคุณลุงคุณป้านี้ กว่าจะฝ่าฟันอุปสรรต่างๆจนได้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ก็น่าจะเขียนนวนิยายได้เรื่องหนีงเลยทีเดียว. เราตั้งชื่อให้คุณป้าว่า "คุณป้าทิวลิป" เพราะคุณป้าใจดี แต่งตัวสวยงามสดใสเหมือนดอกทิวลิป เราเรียกคุณลุงว่า คุณลุง "Black diamond" คุณลุงบอกว่าชอบชื่อนี้มาก คุณลุงผิวสีสวยละเอียด มีฟันขาวสวยงาม ยิ้มแย้มแจ่มใสและใจดี. เท่าที่ได้คุยกัน คุณลุงเคยได้ทุนมาศึกษาต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ประเทศรัสเซียด้วย นับว่าคุณลุงเป็นผู้มีความรู้ความสามารถของเมืองนี้ท่านหนึง. อีกเรื่องหนึงที่น่ายินดีและน่าประหลาดใจก็คือ คุณลุงบอกว่า ตอนศึกษาอยู่ที่ประเทศรัสเซียนั้น คุณลุงมีเพื่อนชาวฟินนิชท่านหนึง ไม่ได้ติดต่อกันนานมาก เพราะทางคิวบาไม่ได้มีเทคโนโลยีต่างๆที่จะให้ได้ติดต่อกับโลกภายนอกได้ง่ายนัก. เราอาสานำข้อความ ความคิดถึงและห่วงใยจากคุณลุงที่มีต่อเพื่อน นำมาส่งให้เพื่อนคุณลุง. ตอนแรกเมื่อเดินทางมาคิวบา ด้วยระยะเวลาหลายชั่วโมงจนคิดว่าโลกนี้กว้างใหญ่มาก แต่ในที่สุดแล้วโลกเราก็แคบและเล็กนิดเดียว อยู่กันคนละฟากฟ้าก็ยังหากันจนเจอ. การเดินทางท่องเที่ยวที่ ตรินิแดดของเรา สนุกสนานและมีโปรแกรมต่างๆเยอะมากมายในแต่ละวัน เริ่มตั้งแต่เช่ารถแท็กซี่อเมริกันคลาสสิคที่ทุกๆคนก็อยากจะลองขับและนั่งกันมาก. เดินดูบ้านเมือง ตึกเก่าๆ ไปชมร้านเครื่องปั้นดินเผา เที่ยวภูเขา น้ำตก และระหว่างทางช่วงที่จะไปชมภูเขา ได้แวะดูนกที่ตัวเล็กที่สุดในโลกที่ชาวพื้นเมืองเรียกกันว่า นกซุม ซุม ( Zum Zum ) หรือเจ้านกน้อย ฮัมมิ่งเบิร์ด (Hummingbird) เพื่อนๆคนอื่นๆเห็นกันทุกคน แต่วันนั้นเราใส่แว่นกันแดด และดันลืมเอาแว่นสายตาไปด้วย ต่อให้น้องซุม ซุม บินผ่านมาใกล้ๆตรงหน้าเรา ก็คงมองไม่เห็น ตั้งใจว่าโอกาสหน้าเราจะต้องไปดูน้องนกน้อยตัวจิ๋วนี้ให้ได้. บางวันเราก็เช่าม้าขี่ชมเมือง เที่ยวทะเล ว่ายน้ำ อาบแดด และนั่งรอชมพระอาทิตย์ตกดิน แล้วจึงไปหาข้าวเย็นทานกันในเมือง. ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟมีให้เลือกไม่มากนัก แต่ทุกร้านก็น่านั่ง มีเสน่ห์สวยงามตามแบบฉบับชาวพื้นเมืองตรินแดด ด้วยอากาศและบรรยากาศรอบๆก็ทำให้อาหารและเครื่องดื่มที่สั่งมามีรสชาติน่าทานและเอร็ดอร่อยเพิ่มมากขึ้น. ปกติเมนูโปรดของเราคือปลา และกุ้ง ที่คิวบามีกุ้งลอบสเตอร์เยอะมาก เราทานทุกวันตั้งแต่มาคิวบา ช่วงนี้เลยเปลี่ยนเป็นเมนูปลาแทน. เครื่องดื่มที่ไม่ควรพลาดแน่นอนเช่น โมฮิโต้ (Mojito), กูบาลิเบร (Cuba libre) และที่เราชื่นชอบที่สุดเป็นเมนูเครื่องดื่มแนะนำของตรินิแดดเลยคือ ชัลชัลชะร่า (Canchanchara) ที่ต้องเสิร์ฟจากแก้วเล็กๆที่ทำมาจากเครื่องปั้นดินเผา. และอีกมนต์เสน่ห์ของเมืองตรินิแดด ที่เราจำได้ถึงความสนุกสนานไม่เคยลืมเลือน ก็คือลานเต้นรำ ซัลซา (Salsa). ทุกเย็นหลังจากสามทุ่มแล้ว หากชาวบ้านชาวเมือง คนต่างถิ่น ใครที่ยังไม่ง่วงนอน ก็จะมารวมตัวที่ลานเต้นรำนี้ มีเพลงจากวงชาวพื้นเมืองมาบรรเลงในแนวซัลซา ชาวบ้านชาวเมืองซึ่งก็คงเต้นจังหวะนี้ได้ตั้งแต่เกิด และเรา ที่เพิ่งเต้นตังหวะนี้ได้ตอนมาคิวบา ก็โชว์ลีลาเท้าไฟกับคู่เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน บ้างคนก็นั่งดื่มรัม บ้างคนก็สูบซิการ์ แล้วดื่มด่ำกับเพลงบรรเลงแนวซัลซากันอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมากมาย ไม่ต้องมีเทคโนโลยี ไม่ต้องวิ่งตามโลก แต่ชาวพื้นเมืองตรินิแดด ก็สามารถแสวงหาและพบกับความสุขที่มีอยู่รอบๆตัวนั้นเจอ. เราไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมชาวคิวบา เค้ายากจนกว่าประเทศอื่นๆแต่ทำไมเค้าดูมีความสุขกันจัง. วันสุดท้ายที่เมืองตรินิแดด ก่อนที่เช้าวันรุ่งขึ้นเราจะเดินทางกลับ คุณลุงคุณป้าจัดงานเลี้ยงปาร์ตี้เล็กๆให้พวกเราในตอนเย็น ได้มอบซิการ์ให้เราเป็นของฝาก เราดื่มรัมกัน และแน่นอน เมื่อเวลาสามทุ่มมาถึง เราก็เฮโลกันไปที่ "ลานซัลซาเอนกประสงค์" เพื่อโชว์และวาดลวดลายการเต้นซัลซาในค่ำคืนสุดท้ายนี้กันอย่างเต็มที่. และแล้วในยามเช้า ถึงเวลาต้องร่ำลากัน เรากอดลาคุณลุงคุณป้า น้ำหูน้ำตาไม่รู้มาจากใหน เราสัญญาว่าจะกลับมาเยือนอีกครั้ง โบกมือลาและมองกันจนรถพาลับสายตา. แล้วเราจะกลับมานะตรินิแดด ...ที่รัก ภาพประกอบและเรื่องราวโดย ฝนเสน่หา.