พินิจศิลป์ แผ่นดินสยาม: ย้อนรอยอดีต ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่ตึกระฟ้าและเทคโนโลยีล้ำสมัยก้าวเข้ามาแทนที่วิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างรวดเร็ว เสียงจอแจของเมืองหลวงและการจราจรที่คับคั่งในกรุงเทพมหานครกลับถูกสกัดกั้นไว้เบื้องหลังกำแพงสีขาวสูงตระหง่าน "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร" ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามและเงียบสงบ ราวกับเป็นแคปซูลกาลเวลาที่เก็บรวบรวมรากเหง้า ดวงวิญญาณ และภูมิปัญญาของชาติเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ อาคารสถาปัตยกรรมไทยประเพณีอันวิจิตรบรรจงแห่งนี้ ในอดีตเคยเป็นถึง "พระราชวังบวรสถานมงคล" หรือที่รู้จักกันในหน้าประวัติศาสตร์นาม "วังหน้า" ซึ่งประดิษฐานสถานะเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่คู่ขนานไปกับพระบรมมหาราชวังในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบัน พื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์หรือโกดังเก็บของเก่า ทว่าคือ "คลังมหาสมบัติของชาติ" ที่ร้อยเรียงเรื่องราวความเป็นมาของแผ่นดินสยาม ผ่านงานศิลปกรรม โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุอันประณีตบรรจง ซึ่งล้วนเป็นพยานวัตถุที่ผ่านการอาบเหงื่อต่างน้ำ ผ่านไฟสงคราม และผ่านยุคสมัยที่รุ่งโรจน์มาหลายศตวรรษ รอคอยให้ผู้คนในยุคปัจจุบันได้เข้าไปพินิจพิเคราะห์และสดับฟังเสียงกระซิบจากอดีตกาลที่ยังคงดังก้องอยู่เนืองๆ เมื่อก้าวล่วงเข้าสู่โถงของห้องจัดแสดงภายในพระที่นั่ง อาคารที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนสถาปัตยกรรมชั้นสูง สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาและสะท้อนความรุ่งเรืองขั้นสูงสุดของงานช่างศิลป์ไทยได้อย่างไร้ที่ติคือ "พระแท่นราชบัลลังก์ประดับมุก" เครื่องเรือนชั้นสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ แต่กลับเปล่งประกายเจิดจรัสล้อกับแสงไฟที่สาดส่อง ลวดลายวิจิตรตระการตาที่ปรากฏบนพนักพิงและฐานสิงห์นั้น ไม่ได้เกิดจากการวาดเขียนด้วยพู่กัน หากแต่เกิดจากความอุตสาหะอันแสนสาหัสในการนำเปลือกหอยมุกไฟชั้นดี ที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสงเหลือบสีรุ้ง ทั้งชมพู เขียว และฟ้า มาตัดและเจียระไนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดเท่างาช้างนับหมื่นนับแสนชิ้น จากนั้นจึงค่อยๆ บรรจงฝังลงบนพื้นไม้ที่ฉาบทาด้วยยางรักสีดำสนิททีละชิ้นๆ จนเกิดเป็นลวดลายกนก ลายกระจัง และพรรณพฤกษาที่สอดประสานกันอย่างลงตัว เทคนิคที่เรียกว่า "ประดับมุก" นี้ เรียกร้องทั้งสมาธิ ความแม่นยำ และสายตาที่เฉียบคม สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือชั้นครูและขนบธรรมเนียมในราชสำนักที่ให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบสูงสุด ซึ่งเป็นทักษะงานช่างที่หาดูได้ยากยิ่งและแทบจะเลือนหายไปแล้วในโลกปัจจุบัน หากก้าวเดินลึกเข้าไปและย้อนเวลากลับไปไกลกว่ายุคสมัยของการตั้งราชธานีสุโขทัยหรืออยุธยา ภายในพิพิธภัณฑ์ยังได้จัดแสดง "กลองมโหระทึก" สำริดใบใหญ่ วัตถุโบราณล้ำค่าที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรี แต่เป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจและวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อและพิธีกรรมทางจิตวิญญาณของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หน้ากลองสลักลวดลายอันแฝงไปด้วยรหัสนัยทางวัฒนธรรม ตรงกลางเป็นรูปแฉกดวงอาทิตย์ที่เปล่งประกาย สื่อถึงพลังอำนาจแห่งจักรวาล รายล้อมด้วยลวดลายเรขาคณิตและรูปนกกระเรียนบินวนรอบเป็นวงกลม ขณะที่มุมทั้งสี่ประดับด้วยประติมากรรมรูปกบหรือเขียดขนาดเล็ก ซึ่งในคติความเชื่อดั้งเดิม กบคือสัตว์สัญลักษณ์แห่งน้ำและความอุดมสมบูรณ์ การตีกลองมโหระทึกจึงเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมขอฝน เพื่อวิงวอนต่อแถนหรือเทพยดาบนสรวงสวรรค์ให้ประทานความชุ่มชื้นแก่ผืนดินเพาะปลูก วัตถุชิ้นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงเทคโนโลยีการหล่อโลหะผสม (สำริด) ที่ก้าวหน้าด้วยเทคนิคสูญขี้ผึ้ง แต่ยังสะท้อนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมดองซอน (Dong Son) อันเป็นรากเหง้าร่วมกันของกลุ่มชนในภูมิภาคอุษาคเนย์ที่มีมาอย่างยาวนานนับพันปี ในส่วนของการจัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทย หลักฐานชิ้นสำคัญระดับโลกที่ไม่อาจเดินผ่านไปได้โดยง่ายคือ "ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง" หรือ ศิลาจารึกหลักที่ 1 แท่งหินชนวนรูปทรงสี่เหลี่ยมยอดแหลมคล้ายทรงกระโจม ที่ถูกสลักเสลาและจารึกตัวอักษรไทยยุคแรกเริ่มเอาไว้อย่างเป็นระเบียบในทุกด้าน การได้ยืนพินิจดูร่องรอยการตอกสกัดลายเส้นอักษรลึกรูปลิ่มลงบนเนื้อหินแข็งอย่างใกล้ชิด ทำให้เราตระหนักถึงอัจฉริยภาพและจุดกำเนิดของภาษาเขียนอันเป็นอัตลักษณ์ของชาติ อักษรแต่ละตัวที่ปรากฏไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกเสียง แต่เป็นการบันทึกบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของอาณาจักรสุโขทัย ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่ระบุถึง "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" ที่แสดงถึงความมั่งคั่ง หรือการแขวนกระดิ่งหน้าประตูวังเพื่อให้ราษฎรไปร้องทุกข์ ซึ่งสะท้อนระบอบการปกครองแบบปิตุลาธิปไตยหรือพ่อปกครองลูก จารึกหลักนี้คือรากฐานของความเป็นไทยที่มีนัยสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ จนได้รับการยกย่องและขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น "มรดกความทรงจำแห่งโลก" อย่างภาคภูมิ นอกเหนือจากความเก่าแก่คร่ำคร่าแบบโบราณวัตถุแล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีมุมที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการ การเปลี่ยนผ่าน และการปรับตัวทางวัฒนธรรมเมื่อสยามต้องเผชิญกับกระแสลมแห่งตะวันตก ดังเช่นการจัดแสดง "เครื่องพิมพ์ดีดอักษรธรรมล้านนา" ยี่ห้อ New Century อันหาชมได้ยากยิ่ง เครื่องจักรกลไกเหล็กที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากองค์ความรู้ทางวิศวกรรมของชาวตะวันตกชิ้นนี้ ถูกนำมาปรับปรุงและดัดแปลงแป้นพิมพ์อย่างแยบคาย เพื่อให้สามารถรองรับตัวอักษรธรรมล้านนา ซึ่งเดิมทีเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้จารลงบนคัมภีร์ใบลานด้วยเหล็กจารเท่านั้น การปรากฏตัวของเครื่องพิมพ์ดีดชิ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงกุศโลบายอันชาญฉลาดในการรักษาภูมิปัญญาและภาษาดั้งเดิมของท้องถิ่น ให้สามารถดำรงอยู่ได้ควบคู่ไปกับการรับเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ เป็นรอยต่อทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า การอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่สามารถวิวัฒนาการไปตามยุคสมัยได้อย่างกลมกลืน สำหรับผู้ที่หลงใหลในกลไก การออกแบบ และสถาปัตยกรรม ตู้จัดแสดง "เครื่องมือช่างโบราณ" คือขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง ภายในนั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยหลักการทางฟิสิกส์และเรขาคณิต ทั้งเลื่อยไม้รูปทรงแปลกตา กบไสไม้ที่สึกหรอตามรอยนิ้วมือของผู้ใช้งาน เครื่องตวงวัด สว่านมือโบราณ และฟันเฟืองต่างๆ ที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ เมื่อเราทอดสายตาดูเครื่องมือเหล่านี้และนึกย้อนไปถึงสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่า หรือลวดลายแกะสลักอันวิจิตรพิสดารที่เราเพิ่งเดินผ่านมา จะเกิดความตระหนักรู้ในทันทีว่า บรรพบุรุษไทยและเหล่า "ช่างสิบหมู่" ไม่ได้มีความสามารถเพียงแค่ด้านศิลปะความงามที่ใช้เพียงจินตนาการเท่านั้น แต่พวกเขายังมีทักษะเชิงช่าง วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ที่ละเอียดลออไม่แพ้ชาติใดในโลก เครื่องมือเครื่องใช้ที่ปราศจากมอเตอร์ไฟฟ้าเหล่านี้ คือพยานปากเอกที่ยืนยันถึงความอุตสาหะและการใช้หยาดเหงื่อแรงกายในการเนรมิตศิลปกรรมชั้นยอดให้ปรากฏบนแผ่นดิน อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและสุนทรียภาพแห่งการบันเทิงในราชสำนักคือการจัดแสดง "หุ่นหลวง" และ "หุ่นเล็ก" หุ่นจำลองที่สร้างขึ้นด้วยความวิจิตรบรรจงเพื่อใช้ในการแสดงมหรสพชั้นสูง หุ่นแต่ละตัวไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตาไม้แกะสลัก ทว่ามีกลไกซ่อนอยู่ภายในลำตัวอย่างซับซ้อน โดยใช้เส้นด้ายหรือ "สายชัก" โยงใยร้อยรัดจากภายใน เพื่อให้ผู้เชิดสามารถบังคับการเคลื่อนไหวของแขน ขา และข้อมือให้ร่ายรำได้อย่างอ่อนช้อยราวกับมนุษย์จริง ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องแต่งกายของหุ่นยังถูกจำลองแบบมาจากการแต่งกายโขนละครของจริงทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นผ้านุ่งยกดิ้นทอง เครื่องศิราภรณ์อย่างชฎา มงกุฎ หรือแม้แต่อาวุธจิ๋วที่ประดับประดาด้วยพลอยสี หุ่นเหล่านี้ยืนเรียงรายอยู่ในตู้กระจก ราวกับกำลังรอคอยเสียงปี่พาทย์เพื่อกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นมรดกทางนาฏศิลป์ที่สะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักสยามใส่ใจในทุกรายละเอียดของศิลปะการแสดงอย่างหาที่สุดไม่ได้ เมื่อก้าวผ่านเข้าสู่โซนพุทธศิลป์ บรรยากาศรอบกายจะถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบ ความสว่างไสวที่ลดระดับลงช่วยขับเน้นความรู้สึกแห่งศรัทธา โดดเด่นที่สุดในโถงนี้คือ "เศียรพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่" ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น แม้กาลเวลาและไฟแห่งสงครามจะหลอมละลายทำลายล้างจนทำให้พระพุทธรูปองค์นี้เหลือเพียงส่วนพระเศียร ทว่าพระพักตร์ที่อิ่มเอิบ พระขนงที่โก่งโค้งดังคันศร และรอยพระสรวล (รอยยิ้ม) ที่แฝงไปด้วยความเมตตาอันลึกล้ำ กลับไม่ได้สูญสลายไปตามเปลวเพลิง พระเนตรที่หลุบต่ำลงราวกับกำลังมองดูสรรพสัตว์ด้วยความกรุณา ยังคงส่งพลังแห่งความสงบร่มเย็นทะลุผ่านกาลเวลามาถึงผู้พบเห็นในยุคปัจจุบัน เป็นความขัดแย้งที่งดงามระหว่างร่องรอยของการทำลายล้างและความเป็นอมตะของพุทธศาสนา ชวนให้รำลึกถึงความรุ่งเรืองสูงสุดของกรุงศรีอยุธยา สัจธรรมของความไม่เที่ยง และการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ถัดมาเป็นการจัดแสดง "วิวัฒนาการพระพุทธรูป" ในยุคสมัยต่างๆ ที่ถูกนำมาเรียงรายประดิษฐานไว้ร่วมกัน เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถเปรียบเทียบและเห็นถึงพัฒนาการทางศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคมและปรัชญาของแต่ละยุค เริ่มตั้งแต่พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ที่เน้นรูปทรงตามอุดมคติ พระวรกายอ่อนช้อยดุจสตรีเพศ พระพักตร์รูปไข่ และจีวรที่พริ้วไหวแนบเนื้อราวกับผ้าเปียกน้ำ สะท้อนถึงยุคทองแห่งความสงบสุข สู่พระพุทธรูปสมัยอู่ทองและอยุธยา ที่มีพระพักตร์เหลี่ยมถมึงทึง ดูเข้มขลังและทรงพลัง แฝงไปด้วยกลิ่นอายของนักรบและความเป็นปึกแผ่น จนมาถึงยุครัตนโกสินทร์ ที่พระพุทธรูปมักอยู่ในรูปแบบ "ทรงเครื่องใหญ่" ประดับประดาด้วยเครื่องทรงกษัตริย์อย่างวิจิตรตระการตา เพื่อสะท้อนถึงพระราชอำนาจและคติธรรมราชา การจัดแสดงด้วยระบบไฟที่ทันสมัยในปัจจุบัน ช่วยขับเน้นสรีระ แสงเงา และความงามของพุทธศิลป์แต่ละยุคให้โดดเด่น มีมิติ และมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ความมหัศจรรย์ของงานช่างศิลป์ไทยยังถูกผลักดันไปจนถึงขีดสุด ในรูปแบบของ "งาช้างแกะสลัก" ชิ้นเอก ที่จัดแสดงอยู่อย่างโดดเด่น ช่างฝีมือโบราณได้ใช้สมาธิ ความศรัทธา และทักษะขั้นสูงสุด ในการบรรจงใช้เครื่องมือขนาดเล็กค่อยๆ แกะเซาะเนื้อของงาช้างอันโค้งมนและแข็งแกร่ง ให้กลายเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ประทับนั่งเรียงรายซ้อนกันเป็นชั้นๆ ลึกเข้าไปภายในโพรงงาช้างอย่างน่าอัศจรรย์ ความโค้งมนของศิลปะที่สอดรับกับรูปทรงธรรมชาติของงาโดยไม่ทำลายโครงสร้างเดิม เป็นการประนีประนอมระหว่างสสารทางธรรมชาติและจินตนาการของมนุษย์ ผลงานชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องประดับหรือของโชว์ แต่เป็น "พุทธบูชา" ที่แสดงให้เห็นว่า ศิลปินไทยในอดีตพร้อมจะอุทิศเวลาทั้งชีวิต เพื่อสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกเพียงชิ้นเดียวเพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะแด่พระศาสดา เป็นการผสานศรัทธาอันแรงกล้าเข้ากับศิลปะชั้นยอดได้อย่างลงตัวที่สุด ไม่เพียงแต่วัตถุจัดแสดงล้ำค่าที่อยู่ภายในตู้กระจกเท่านั้น ทว่าตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์เองก็น่าสนใจและเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไม่แพ้กัน เมื่อเราเงยหน้ามองขึ้นไป หรือทอดสายตาไปรอบๆ หมู่พระวิมานและพระที่นั่งต่างๆ อาทิ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พื้นที่ปูด้วยกระเบื้องลายโบราณที่นำเข้าจากต่างประเทศในยุคอดีต เสาไม้สักต้นอวบใหญ่ที่ทาด้วยสีแดงชาดและประดับด้วยลายรดน้ำสีทองอร่าม บานประตูหน้าต่างที่แกะสลักอย่างลึกซึ้ง และเพดานที่เปิดสูงโปร่งเพื่อระบายอากาศ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมวังหน้าดั้งเดิมที่ได้รับการบูรณะและอนุรักษ์ไว้อย่างถูกหลักวิชาการ สร้างบรรยากาศที่ขลัง งดงาม และชวนให้หลงใหล ยิ่งไปกว่านั้น การผสมผสานโครงสร้างโบราณเข้ากับการปรับปรุงระบบปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ และการจัดแสงที่ได้มาตรฐานระดับพิพิธภัณฑ์สากล ยิ่งทำให้สถานที่แห่งนี้มีความร่วมสมัย และยกระดับประสบการณ์การเข้าชมให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในบริบทของโลกยุคปัจจุบัน จึงก้าวข้ามภาพจำเดิมๆ ที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเพียงอาคารมืดทึบสำหรับเก็บของเก่าที่ไร้ชีวิตชีวา แต่ได้ลอกคราบและแปรสภาพกลายเป็น "พื้นที่แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต" (Lifelong Learning Space) ที่เปิดกว้างต้อนรับสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยวชาวไทยที่โหยหาอดีต หรือชาวต่างชาติที่ต้องการหลงใหลในอารยธรรมตะวันออก การใช้เวลาเดินทอดน่องอย่างช้าๆ เพื่อชมห้องจัดแสดงต่างๆ ภายในพื้นที่วังหน้าแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนการที่เราได้ค่อยๆ เปิดหน้ากระดาษเพื่ออ่านหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยเล่มใหญ่ที่สุด เป็นหนังสือที่ไม่มีเพียงตัวอักษรตายตัว แต่มีภาพประกอบเป็นของจริงที่จับต้องได้ มองเห็นได้ และรู้สึกได้ด้วยใจในทุกๆ มิติ ทุกย่างก้าวที่ทอดผ่านไปตามระเบียงทางเดิน ภายในหมู่อาคารอันทรงคุณค่าแห่งนี้ คือการเดินทางข้ามห้วงเวลาและมิติแห่งประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เป็นการเดินทางเพื่อกลับไปทำความเข้าใจรากเหง้า ตัวตน และที่มาของแผ่นดินที่เราเหยียบยืนอยู่ ผ่านวัตถุพยานชิ้นเอกที่ผ่านการเดินทางข้ามผ่านยุคสมัย เป็นประจักษ์พยานในการเกิด ดับ และการเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์มานับหลายศตวรรษ ซึ่งแม้สิ่งของเหล่านี้จะไร้ลมหายใจและไร้ถ้อยคำร้อยเรียง แต่กลับยังคงส่งเสียงเล่าขานเรื่องราวจากอดีตกาลอันไกลโพ้น สะท้อนภูมิปัญญา ความสุข ความทุกข์ และจิตวิญญาณของบรรพชน ให้คนรุ่นปัจจุบันได้รับรู้ สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ และเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นชาติที่หล่อหลอมเรามาจนถึงทุกวันนี้ การตัดสินใจเดินทางมาเยือนสถานที่แห่งนี้ในวันหยุดพักผ่อน จึงมิใช่เป็นเพียงการเดินเล่นหลบร้อนเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือเพียงเพื่อถ่ายภาพความสวยงามลงบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ถือเป็นการเติมเต็มช่องว่างทางปัญญาและชุบชูจิตวิญญาณที่อาจแห้งแล้งไปกับวิถีชีวิตสังคมเมือง ท่ามกลางความวิจิตรงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยที่อยู่รายล้อม เราจะได้ตระหนักรู้ว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนเชื่อมโยงกันด้วยสายใยบางๆ ที่มองไม่เห็น มรดกของชาติเหล่านี้คือสมบัติอันทรงคุณค่าที่สุดที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ และเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องตระหนักถึงความสำคัญ เพื่อร่วมกันหวงแหน ปกป้อง และรักษาความงดงามเหล่านี้ให้สืบทอดต่อไปตราบนานเท่านาน เป็นการส่งมอบคบเพลิงแห่งภูมิปัญญาจากอดีต สู่มือของลูกหลานในอนาคตกาลอย่างสมศักดิ์ศรี รูปภาพทั้งหมดโดยผู้เขียน