จากความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากขึ้นถึงหลังแปร พวกเราต้องเดินเท้าต่อไปยังลานกางเต็นท์อีก แบบแทบจะลากขา เพื่อไปติดต่อรับสัมภาระ และทำการเช่าเต็นท์ที่พัก ซึ่งสนนราคาอยู่ที่หลังละ 300 บาท หลังจากนั่งพักชื่นชมบรรยากาศโดยรอบบริเวณ ที่ทำการอุทยาน เราเลือกกางเต็นท์ พักที่ไม่ไกลจากห้องน้ำนัก เผื่อกลางคืนจะได้ไปทำธุระไหว พวกเรารอสัมภาระ อยู่นานพอสมควรกว่าลูกหาบจะลำเลียงมาให้ถึงหลังแปรจนครบ อ้อ.. เรื่องลูกหาบนี่ ตลอดทางที่พวกเราขึ้นมาถึงยอดภู เรานับถือใจ พวกพี่เขามาก ของแต่ละอย่างที่พวกพี่เขาแบกกัน มันหนักมาก เห็นแบกแผงไข่ ตาชั่ง แม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้า พวกพี่เขาแบกจนไหล่ ช้ำนูนกันไปหมด เห็นการทำงานแล้ว ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ฉะนั้น ค่ากิโล ที่เราเสียไปให้ลูกหาบมันไม่แพงหรอกค่ะ ขนาดเราลำพังพาตัวเองตัวเปล่าขึ้นมา ยังแทบตาย นับถือ ๆ อากาศบนภูเริ่มเย็นลง ช่วงที่เราไปคือ ช่วงธันวาคม เวลาเริ่มบ่ายคล้อยถึงเย็นแล้ว หลังจากจัดแจงที่พักทุกอย่าง เราก็อาบน้ำ แล้วเข้านอนเลย เนื่องจากล้ามาก ๆ จากการเดินทาง พอเช้าแล้วเราก็รีบตื่นทำธุระอะไรเสร็จ เตรียมตัวไปเดินสำรวจกัน เราได้ติดต่อเช่าจักรยาน เพื่อขี่ไปรอบ ๆ ภู แต่ก็มารู้ทีหลังว่าเป็นความคิดที่ผิดมาก และจักรยานกลายเป็นภาระซะอย่างนั้น เราได้สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ ว่าเราจะเดินทางไปสำรวจตรงไหนได้บ้าง และโดยเฉพาะการไปตามหา นางเอก ของเราอยู่พื้นที่ไหน เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำมาว่า อยู่ตรงช่วง น้ำตกใหญ่ น้ำตกเพ็ญพบ ทางด้านเหนือขึ้นไป เราจึงรีบปั่นจักรยานไปตามเส้นทางนั้น เราจอดรถจักรยานไว้ทางเข้า จากนั้นพวกเราต้องเดินเท้าเข้าไปยังน้ำตก เราเดินตามรอยนักท่องเที่ยวกลุ่มด้านหน้าไปเรื่อย ๆ เส้นทางที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มและคลุมไปด้วยมอส ไม่นานเราก็ได้ยินเสียงน้ำตก เบา ๆ อยู่ใกล้ ๆ เมื่อมองไปที่ผาหินทางลัดเลาะน้ำตก ในที่สุดเราก็ได้พบกับนางเอกของเรา ใบเมเปิ้ลสีแดง ร่วงหล่นอยู่ที่พื้น ตลอดทางเข้าทางน้ำตก แต่เป็นใบที่ร่วงหล่นมานานแล้วเริ่มจะซีด ๆ แต่เพียงแค่นั้นก็ทำเราตะลึงกับการได้พบเธอครั้งแรก เราได้ยินเสียงคนอื่น ๆ บอกว่าเดินลงไปอีกจะได้เห็นที่สวยกว่านี้ เต็มต้นเลยนะ เราไม่รอช้ารีบจั๊มฝีเท้าตามเขาไป โอ้โห..ฉันได้เห็น ดงนางเอกแล้ว ใบเมเปิ้ลบานอยู่บนต้นกลางป่า กำลังบานสะพรั่งเต็มต้น สวยงามมาก นึกว่าเราหลงไปอยู่อีกโลกหนึ่ง พอมองลงมาที่พื้นมีใบเมเปิ้ลที่ร่วงอยู่ ปูเป็นดั่งพรม ฟินมากค่ะถ่ายรูปออกมาเหมือนอยู่กลางสวนที่เกียวโต ในฤดูใบไม้ผลิ ยังไงยังงั้น อากาศก็เย็นสดชื่น ได้รับออกซิเจนเต็มปอด ชื่นชมนางเอกของเราจนจุใจ ได้เวลาเดินทางต่อ ปั่นมุ่งหน้าไปยังผาหล่มสัก เพื่อรอเก็บวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดกันค่ะ พวกเรารีบปั่นออกจากตัวน้ำตกมุ่งหน้า เพื่อให้ทันจุดหมายของเย็นวันนี้ คือ ผาหล่มสัก เราทราบมาว่า ผาหล่มสัก อยู่ไกลออกไปเป็น 10 กิโลเมตร ได้ดังนั้นเราจึงต้องทำเวลาให้ทันดูพระอาทิตย์ตกที่นั่น ระหว่างที่ปั่นไปเราจะได้ผ่านกับจุดชมวิวมากมาย หลายผา ทั้งผาเหยียบเมฆ ผาแดง ผาหมากดูด แต่สิ่งทำให้เราต้องไม่พลาด นั่นคือ เราต้องไปกินบราวนี่ ที่ร้านกาแฟ Chompoomamaew ที่ผาหล่มสักให้ได้ เพราะเราได้ทำการบ้านมาว่า พี่ที่ขายบราวนี่ เขาจะไม่ได้ทำขึ้นมาขายบ่อยต้องมีการสั่งแกเป็นรอบ ๆ และได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า บราวนี่ของพี่เขาเด็ดยิ่งนัก ถือเป็น rare item ของร้านพี่เขา พวกเราเลยทำเวลา ไม่แวะถ่ายรูปเยอะอะไร หนทางก็ไกล ยิ่งปั่นยิ่งเริ่มล้าขา เพราะเส้นทางขรุขระ บางถนนเป็นทรายปั่นไปแล้วลื่นมาก บางจุดชันอีกต้องลงลากจักรยานเอา แต่ท้ายที่สุดเราก็ปั่นมาถึงร้านกาแฟของพี่เขา รีบพุ่งไปถาม พี่คะ บราวนี่ยังเหลือไหม ?? พี่บอกว่ามี โอ๊ยดีใจเนื้อเต้น mission complete เราสั่งกาแฟเย็นมากินกับบราวนี่ของพี่ อื้มมม... ชิ้นน้อยพอคำ หอมหวานมัน ไม่ผิดหวัง สมคำร่ำลือ ร้านกาแฟของพี่เขา ตกแต่งเป็นเพิงไม้เรียบง่าย ภายในร้านจะมีสมุดให้นักท่องเที่ยวไว้เขียนความประทับใจต่อ ๆ กันเราว่ามันน่ารักดีนะดีต่อใจ และยิ่งสมัยนี้คนไม่ค่อยเขียนอะไรถึงกันผ่านสมุดกันแล้ว หลังอิ่มหนำสำราญใจ เราก็ไปจับจองโลเคชั่นถ่ายเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดิน ที่เลี่ยงแผงคน ผาหล่มสักยามพระอาทิตย์ตกนั้นสวยจริง ๆ ด้วยตัวผาที่ยื่นออกไปและกิ่งก้านต้นไม้ที่แผ่ออกมาจนเป็นเอกลักษณ์ ของภูกระดึงไปแล้ว เส้นทางกลับที่พักค่อนข้างไกลและมืดมาก เราแนะนำให้เดินเกาะกลุ่มนักท่องเที่ยวไปด้วยกันนะคะ เราจบมื้อเย็นของวัน ฝากร้านไว้กับร้านคุณป้า ตามสั่ง และก็ได้เห็นน้องกวางเข้ามาเดินเยื้องย่างให้เราชม แต่ขอเตือนนะคะ น้องไม่ได้เป็นมิตรขนาดนั้น ระวังกันด้วยจ้า เราเกือบโดนน้องเสยมาละ หึ ๆ เช้าสุดท้าย ณ ยอดภูกระดึง พวกเราตื่นเช้ามีนัดกับเจ้าหน้าที่เวลา ตี 5 เพื่อเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ผานกแอ่น ตื่นมา งัวเงีย เดินถือไฟฉายตามเจ้าหน้าที่ไปอากาศบนภูเย็นสะท้านมาก นอนหนาวทั้งคืน เราเดินกันพอสมควรก็ถึงจุดชมวิว ผานกแอ่น ไปถึงยังคงมืดอยู่เลย มีเจ้าหน้าที่และร้านค้ามาบริการ ชากาแฟ โอวัลติน ระหว่างรอ มาภูกระดึงไม่ต้องกลัวอดกันนะคะ ของกินมีเพียบตลอดเส้นทาง จับกลุ่มนั่งรอพระอาทิตย์ขึ้นกัน ด้วยใจจดจ่อ เริ่มเห็นแสงรำไร ๆ ใจหนึ่งก็ลุ้น จะเห็นสายหมอกไหมน๊อ แลครึ้ม ๆ ๆ และในที่สุดก็ต้องผิดหวัง เมฆมาบังเราไม่เห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโต เห็นแต่แสงแดงเป็นรำไร ลอดผ่านมา ก็ไม่เป็นไรหรอกปลอบใจตัวเอง ดังชีวิตคนเรา " คงไม่ได้สมหวังหรือเป็นไปอย่างใจเราทุกเรื่อง" ทริปภูกระดึงครั้งนี้ทำให้หัวใจเราพองโตขึ้นมาอีกครั้ง ธรรมชาติ ช่วยรักษาและเยียวยาพลังใจ เหมือนเราได้ก้าวข้ามผ่านมันไปอีกขั้น เรารู้สึกมีพลังและมั่นใจขึ้น พร้อมจะเผชิญกับปัญหา หลังจากที่ได้พิชิตภูกระดึง นับตั้งแต่นั้นมาก็ติดใจการเดินป่าเขาเสียแล้ว ภูกระดึง ดินแดนรูปหัวใจ ที่เป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว เราได้เห็นความสัมพันธ์ของผู้คนระหว่างทางที่ไม่เคยรู้จักกันแต่มีน้ำใจและช่วยเหลือ คอยให้กำลังใจกัน ระหว่างทางขึ้นภู ว่าอีกนิดเดียวจะถึงแล้ว ๆ เห็นภาพครอบครัว เด็ก ๆ ทีสนุกสนานเดินขึ้นเขาไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย หรือคู่รักที่คอยซับพอร์ทกัน หรือจะทิ้งกันกลางทางก็คราวนี้ คือมีให้เห็นหลายรูปแบบมาก ภูกระดึงทำให้เราประทับใจ และยังอยากจะกลับไปเยี่ยมอีกสักครั้งหนึ่ง ภาพประกอบโดยผู้เขียน