Dyatlov Pass Incident หรือคดีปริศนาแห่งเขาดยัตลอฟ แห่งประเทศรัสเซีย เป็นหนึ่งในคดีที่สร้างความพิศวงให้แก่ชาวโลกมากที่สุดคดีหนึ่ง เพราะไม่สามารถหาสาเหตุการเสียชีวิตของทุกศพได้อย่างแน่ชัด ไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้ และเอกสารของคดียังหายสาบสูญอีก เป็นอันปิดคดีลึกลับนี้ไปอย่างถาวร

 

 

     เรื่องราวของคดีนั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงวันที่ 27 มกราคม 1959 บนเขาดยัตลอฟ บริเวณตอนเหนือของเทือกเขาอูราล เขตสหภาพโซเวียต (หรือรัสเซียในปัจจุบัน) โดยกลุ่มของนักปีนเขาที่มีประสบการณ์ 10 คน ทั้งหมดเป็นนักศึกษาจากสถาบัน Ural Polytechnical Institute ที่ตั้งใจไปปีนเขากันโดยวางจุดมุ่งหมายที่ภูเขาโอทอร์เทน (Otorten) ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านวิซไฮ (Vizhai) ที่พวกเขามาตั้งแคมป์พักค้างคืนไปอีก 6 ไมล์

 

 

 

     หัวหน้าทีมการเดินทางในครั้งนี้คือ อิกอร์ อเล็กไซวิช ดยัตลอฟ (ซึ่งภายหลังชื่อของเขาก็ถูกนำมาตั้งชื่อภูเขาแห่งนี้ เพื่อเป็นการไว้อาลัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น) ซึ่งหลังจากพวกเขาออกเดินทางไม่นาน 1 ในสมาชิกที่ชื่อยูริ ยูดิน ก็เกิดป่วยกระทันหันจนไม่สามารถเดินทางต่อได้ จึงต้องเดินทางกลับบ้านไปก่อน ก่อนที่สมาชิกที่เหลือจะเดินทางกันต่อตามแผนเดิม

 

 

     นั่นจึงทำให้ยูริกลายเป็นคนเดียวที่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้ และเป็นคนสุดท้ายที่ได้เห็นคณะเดินทางของดยัตลอฟ...

 

 

     วันที่ 1 กุมภาพันธ์คณะเดินทางขึ้นถึงเทือกเขาอูราล แต่ด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย พายุหิมะทวีความรุนแรงจนบดบังวิสัยทัศน์ไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาเริ่มหลงทางไปทางเทือกเขาโครัท (Kholat) ซึ่งอยู่คนละทิศกับเขาโอทอร์เทน ดยัตลอฟจึงตัดสินใจหยุดการเดินทาง และตั้งแคมป์รอจนกว่าสภาพอากาศจะดีขึ้น

 

     ด้านยูริที่ป่วย และเดินทางกลับมาก่อนแล้วก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ เพราะตกลงกับคณะของดยัตลอฟไว้ว่าก่อนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ทางคณะจะโทรเลขมาให้เพื่อรายงานความคืบหน้า แต่เมื่อถึงวันกลับไร้วี่แววไม่มีการติดต่อใดๆ จึงตัดสินใจแจ้งหน่วยค้นหาให้ตามหาคณะเดินทาง

 

     ทางหน่วยกู้ภัยเริ่มปฎิบัติการค้นหาในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยสนธิกำลังจากหลายฝ่าย ทั้งอาสาสมัคร ตำรวจ ทหาร ทำการค้นหาทางอากาศโดยใช้ทั้งเฮลิคอปเตอร์หรือเครื่องบินเล็ก แต่ด้วยทัศนวิสัยที่ย่ำแย่ หิมะยังคงตกหนักจึงทำให้การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก กระทั่งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ทีมกู้ภัยจึงได้เจอกับเต็นท์พักแรมของคณะดยัตลอฟ

 

 

     สภาพของค่ายพักแรมที่พบอยู่ในสภาพยับเยิน ถูกหิมะกลบหนา และมีร่องรอยการตัดเต็นท์จากภายในเหมือนกับจะหนีอะไรบางอย่าง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ยังอยู่ครบ รอบ ๆ เต็นท์พบรอยเท้ามากมายทั้งที่ใส่รองเท้า และไม่ใส่รองเท้า ทีมค้นหาจึงสำรวจรอบ ๆ และพบว่ารอยเท้านั้นได้มุ่งเข้าไปในป่าต้นซีดาร์ที่อยู่ใกล้ๆ และได้พบกับกองไฟใต้ต้นซีดาร์ต้นหนึ่ง และใกล้ ๆ กับกองไฟยังพบเบาะแสสำคัญบางอย่าง...

 

 

     นั่นคือร่างของคณะเดินทางจำนวน 2 ศพที่นุ่งแต่เพียงชุดชั้นใน ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ศพมีร่องรอยการหักของกิ่งก้านเต็มไปหมด เหมือนกับว่าพวกเขาพยายามที่จะปีนขึ้นไป

 

     และไม่ไกลกันนัก ทีมค้นหาก็พบศพเพิ่มอีก 3 ศพ ซึ่งไม่มีร่องรอยไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ คาดว่าเสียชีวิตเพราะความหนาวเย็น และ 1 ในศพนั้นก็เป็นของหัวหน้าคณะ ดยัตลอฟนั่นเอง

 

 

     หลังจากนั้นทีมค้นหาก็ไม่เจอศพใดๆ เพิ่ม แต่ก็ไม่ละความพยายามจนกระทั่ง 2 เดือนต่อมา ก็พบกับ 4 ศพที่เหลือ ถูกฝังอยู่ในหิมะหนากว่า 4 เมตร ใกล้ ๆ กับบริเวณที่พบศพแรกไม่มากนัก และสภาพของทั้ง 4 ศพนั้น มีสภาพการแต่งตัวดีกว่าศพที่พบก่อนหน้า คือมีเสื้อกันหนาวตามปกติ แต่สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือพบการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีเข้มข้นบนเสื้อผ้าด้วย !?

 

 

     4 ร่างนี้เมื่อดูจากภายนอกนั้นไม่พบร่องรอยบาดแผลแต่อย่างใด แต่หลังจากชันสูตรก็พบว่าภายในนั้นบอบช้ำอย่างรุนแรง มีทั้งซี่โครงร้าว กะโหลกแตก และ 1 ในนั้นลิ้นหายไป นัยน์ตาและเนื้อเยื่อบนหน้าบางส่วนก็หายไปด้วย คาดว่าเน่าเปื่อยตามธรรมชาติ เพราะกว่าจะพบศพก็สองเดือนให้หลัง ทั้งนี้พบกล้องตกอยู่ข้างๆ ด้วย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่สามารถใช้งานอะไรได้เลย เนื่องจากกล้องถูกหิมะทำลายไปหมดแล้ว

 

 

     ในที่สุดในปี ค.ศ.1959 การสอบสวนของคดีนี้ก็มาถึงจุดสิ้นสุด เนื่องจากไม่สามารถหาตัวคนร้ายในคดีนี้ได้ และเอกสารของคดีนี้ก็ได้สูญหายไปในปี 1990 เป็นอันปิดฉากคดีลึกลับที่เรียกว่ากันว่า Dyatlov Pass incident

 

     ...และคดีนี้ถูกสรุปไว้เพียงว่าทั้ง 9 คนเสียชีวิตจาก "พลังงานลึกลับบางอย่าง"

 

 

เรื่องลึกลับเรื่องอื่นที่ยังรอการพิสูจน์

ปอมเปอี นครแห่งความตาย เปิดกรุ สุสานใต้ลาวา

ปริศนาหินตัว H แห่งโบลิเวีย อารยธรรมโบราณ ยุคอินคา

 

Tags

ต่างประเทศ ผี รัสเซีย ลึกลับ หลอน อาถรรพ์

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Top