ญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นเดสติเนชั่นที่คนไทยขาเที่ยวต้องไม่พลาดแน่นอนอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ ! เราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบในความน่ารักของบ้านเมือง อาหารการกิน วัฒนธรรมต่างๆ ของญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย วันนี้เลยขอลุย แบกเป้ไปชิล เดินเฟี้ยวๆ เที่ยวโตเกียว 4 วัน เต็มๆ แวะออกนอกเมืองไปแช่ออนเซ็นอีกด้วย ตามเรามาปักหมุดจุดน่าเที่ยวของญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่นแบบฉบับมนุษย์เงินเดือนจะสนุกขนาดไหน ตามมากันได้เลยค่ะ !

 

 

 


DAY 1

นอนเรียวกัง ออนเซ็นครั้งแรก

 

 

        งานตีสองก็มา ! แบกเป้ ลากกระเป๋า เดินเบาๆ มาที่สนามบินดอนเมืองค่ะ ไฟล์ทบินในวันนี้เช้ามากๆ เช็คอินกันก่อนเลยที่ เค้าท์เตอร์ สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ เที่ยวบิน XJ602 ดอนเมือง-นาริตะ เราโชคดีที่ได้ไฟล์ทเวลากำลังสวย เพราะเราจะออกจากไทยประมาณตีห้า และถึงญี่ปุ่นบ่ายโมงนิดๆ พร้อมเที่ยวต่อได้เลยค่ะ

 


       หลังจากเช็คอินเสร็จเรียบร้อย เราก็มานั่งชิลรอขึ้นเครื่อง ต้องบอกว่าเป็นไฟล์ทที่คึกคักมากๆ ค่ะ เพราะญี่ปุ่นเป็นเดสติเนชั่นในฝันของหลายคนอยู่แล้ว หลังจากเครื่องขึ้นไม่นาน เราก็ขอเปิดวาร์ปยาวๆ นอนหลับสบายๆ บินตรงไปไม่ต้องเสียเวลาต่อเครื่องไปแลนด์ดิ้งกันที่สนามบินนาริตะกันเลยจ้า

 


        มาถึงปุ๊ป ความอัพรูปก็ต้องมา เปิดโทรศัพท์ เปลี่ยนซิมในทันที ความดีในทริปนี้ก็คือ เราซื้อ Travel Sim World ของ Truemove H มา พอลงเครื่องปุ๊ปเปิดโรมมิ่ง แล้วก็สามารถอัพรูปรัวไปได้เลยทีเดียว 4G เร็วเฟร่อซะด้วย แถมแค่ 899 บาท ใช้ได้ 15 วันค่ะ คุ้มไปอีก !

*เช็คแพ็คเกจได้ที่นี่ http://truemoveh.truecorp.co.th

 

 

        เราก็ต่อรถไปเที่ยวนอกเมืองกันก่อนเลยที่ จังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) แน่นอนว่า จุดหมายของเราก็คือ Hotel Mifuji ค่ะ เป็นเรียวกังในฝัน เรานั่งรถผ่านป่าเขาไปเรื่อยๆ ชมวิวสองข้างทางเพลินๆ ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึงโรงแรม โชคดีของเราในทริปนี้ก็คือ การได้เจอกับ ฟูจิซัง เต็มๆ วันนี้ ภูเขาไฟฟูจิ (Mt.Fuji) ไม่ได้ขี้อายเหมือนทุกวัน ฝ่ามวลเมฆออกมาให้เราได้เห็นกับตลอดทาง เป็นอะไรที่ฟินจริงๆ

      แต่สำหรับคนที่ต้องการการเดินทางที่สะดวกสบาย และง่ายต่อการเที่ยวนอกเมืองโตเกียว หรือเที่ยวญี่ปุ่นง่ายๆ แบบนี้ ก็สามารถดูโปรแกรมเที่ยวต่างๆ ได้ที่ https://www.qualityexpress.co.th ได้เลยค่ะ ไม่ต้องไปหลงให้เสียเวลาเที่ยวจนกลายเป็นทริปเซ็งๆ ไปอีกค่ะ


      ที่เราเลือกมาพัก Hotel Mifuji เป็นที่แรกนั้น เพราะที่นี่เป็นเรียวกัง ที่มีออนเซ็นด้วยนั่นเองค่ะ เรียกได้ว่า ออกจากโตเกียวมาแป๊ปเดียวก็ได้ใกล้ชิดธรรมชาติกันสุดๆ หลังจากเช็คอินที่พัก รับกุญแจห้อง เปิดประตูเข้าไปก็ว้าวมากๆ เพราะห้องพักเราได้อารมณ์เหมือนเรียวกังในอนิเมะสุดๆ มีฟูกเบาะนอน 2 ที่ ยูกาตะ 2 ชุดวางไว้ให้ มีห้องน้ำในตัว พร้อมอ่างอาบน้ำเล็กๆ กะทัดรัด รวมไปถึงมีพื้นที่กว้างขวาง และสามารถชมวิวภูเขาไฟฟูจิได้จากที่ระเบียงด้านข้างของห้องพักอีกด้วย ฟินยิ่งกว่าฟินเข้าไปอีก หายเหนื่อยเลยทีเดียวค่ะ >.<

 

      หลังจากเก็บของเป็นที่เรียบร้อยก็ได้เวลาอร่อย เปลี่ยนชุดยูกาตะลงมาที่ห้องอาหาร มื้อเย็นวันนี้เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ค่ะ แต่พิเศษเพิ่มขึ้นตรงที่มี ปูทาราบะ (Taraba Kani) เป็นขาปูยักษ์อร่อยๆ ให้เราได้เต็มอิ่มกันแบบไม่อั้นอีกด้วย

 


       อิ่มแปร่พร้อมบรรยากาศดีๆ อากาศก็เย็นๆ บอกเลยว่า อารมณ์นี้ต้องแช่ ออนเซ็น (Onsen) ค่ะ ต้องบอกว่านี่เป็นการมาแช่ออนเซ็นครั้งแรกของเรา ก็มีเขินหน่อยๆ แต่เท่าที่อ่านรีวิวมา ทุกคนบอกเหมือนกันหมดว่า ตีเบลอไป !

      งานตีเบลอก็มา เดินเบลอๆ เข้าไปอาบน้ำ เดินเบลอๆ ไปลงบ่อน้ำร้อน บอกเลยว่าสบายตัวสุดๆ คามเหนื่อยล้าจากการเดินทางหายไปเป็นปลิดทิ้ง สักพักความเขินอายก็ได้หายไป ฮ่าๆ บอกเลยว่าถ้ามาอีกคราวหน้าก็จะขอมาออนเซ็นอีกค่ะ ติดใจไปเลย รู้สึกตัวนุ่มมากๆ (ตรงนี้ไม่มีรูปถ่ายให้ดูนะจ๊ะ ขอเซ็นเซอร์ไว้หน่อย อิอิ)


        สำหรับใครที่อยากมีประสบการณ์มานอนเรียวกัง แช่ออนเซ็นแบบเรา ก็อย่ารีรอค่ะ เพราะมันดีมากๆ เหมือนได้ชาร์จพลังงานให้กลับมาอีกครั้งทีเดียว สำหรับวันนี้ขอไปฝันดี รอไปตื่นเต้นกับทริปวันพรุ่งนี้กันก่อนนะจ๊ะ


อ่านข้อควรรู้ในการมาพักเรียวกังได้ที่ 7 ข้อควรรู้ เข้าพักใน เรียวกัง โรงแรมสไตล์ออริจินอลของญี่ปุ่น 

================

 

 

DAY 2

Konnichiwa, FUJISAN

 

 

       แสงแดดส่องลอดม่านเข้ามาในห้อง เหลือบไปมองนาฬิกา 04.30 น. แม้จะรู้อยู่ว่าเวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าในไทยถึง 2 ชม.ด้วยกันก็จริง แต่เราก็ไม่คิดว่า แค่ตีสี่กว่าๆ พระอาทิตย์จะมาปลุกกันเร็วขนาดนี้ สมกับเป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย !

 


       ออกไปยืนชมวิวที่ระเบียง เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่มของต้นหญ้า ชะโงกหน้าไปหน่อย โอ๊ะ ฟูจิซัง ! วันนี้สวยกว่าเมื่อวานไปอีก เป็นฤกษ์ดีมากๆ ค่ะ เพราะเราจะบ๊ายบายเรียวกัง และมุ่งหน้ากันต่อที่ หมู่บ้านน้ำใส และ ชั้นที่ 5 ของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งคนญี่ปุ่นเอง และนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มาเพื่อสูดอากาศดีๆ และได้ใกล้ชิดกับฟูจิซังอีกด้วย


       หลังทานอาหารเช้าที่อุดมไปด้วยผัก และเต้าหู้ เป็นที่เรียบร้อย เราก็เช็คเอ้าท์ และขึ้นรถไปยัง หมู่บ้านน้ำใส หรือ โอชิโนะฮักไก (Oshino Hakkai) กันค่ะ หมู่บ้านน้ำใสนี้ เป็นชื่อที่คนไทยเราเรียกกันเอง เพราะ ภายในบริเวณมีบ่อน้ำที่ใสสะอาดเหมือนกับคริสตัลอยู่ด้วยกันถึง 8 บ่อด้วยกัน ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchi) และทะเลสาบยามานาคาโกะ (Lake Yamanakako)

 


       นั่งรถเพียงครู่เดียว เราก็มาถึง ภายในหมู่บ้านนั้นจะมีบ่อน้ำสวยๆ มีปลาคาร์ฟว่ายวนไปมารู้สึกเพลินๆ ที่สำคัญคือน้ำใสมากสมชื่อ มองลงไปยังสะท้อนเงาหน้าเรากลับมาเลยเหมือนกระจกทีเดียวค่ะ นอกจากนี้มุมสวยๆ ให้ได้เดินเล่นถ่ายรูป สูดอากาศดีๆ และสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้จากในหมู่บ้านเลย

 


       มีมุมให้อาหารปลาคาร์ฟ และยังมีจุดขายของอร่อยที่หากมาที่นี่แล้วต้องไม่พลาดก็คือ โมจิย่าง ซึ่งจะเป็นโมจิทำสดๆ และนำไปย่าง บอกเลยว่าเหนียวนุ่ม ด้านในมีไส้ถั่วแดง อร่อยกำลังพอดีทีเดียว

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ เที่ยวหมู่บ้านน้ำใส โอชิโนะฮักไก ชิมโมจิย่าง http://travel.trueid.net/detail/kP8wW6ZNOa79

 

       หลังจากเดินถ่ายรูปนั่งชิลกันพอสมควรแล้ว เราก็ไปต่อกันที่ ภูเขาไฟฟูจิ ชั้นที่ 5 ซึ่งถ้าอากาศไม่ดี ทางเจ้าหน้าที่จะไม่เปิดให้ขึ้นเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัย แต่ค่อยยังชั่วว่าทริปนี้ไม่มีล่มจ่ะ ! ฟูจิซังออกมายิ้มแย้มให้เรา พร้อมแดดอ่อนๆ ตั้งแต่เช้าแล้ว


       แป๊ปเดียวเท่านั้น เราก็มาถึง บนนี้อากาศเย็น ประมาณ 18 องศา บอกเลยว่ากำลังดี ไม่หนาวจนเกินไป เหมาะกับการเดินเที่ยวรอบๆ ค่ะ ฟูจิซังชั้น 5 อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลขึ้นมา 2,305 เมตรเลยทีเดียว จุดนี้จะมีร้านขายของที่ระลึกด้านหน้าสุด ส่วนใหญ่เป็นของที่หาได้เฉพาะที่ฟูจิ เช่น หินภูเขาไฟสำหรับใส่น้ำดื่ม เครื่องสำอางต่างๆ ที่มีส่วนผสมของหินภูเขาไฟ หรือแร่ธาตุต่างๆ ค่ะ

 


       ถัดจากร้านขายของมาจะเห็นเสาโทริสีแดงตั้งเด่นอยู่ ที่ด้านบนจะมี ศาลเจ้าโคมิตาเกะ (Komitake Shrine) เป็นที่สักการะบูชา และอธิษฐานขอพรต่อเทพเจ้าแห่งการเปิดทาง หลังจากสักการะขอพรเทพเจ้าแล้ว เราก็สามารถเช่าเครื่องรางเพื่อความเป็นสิริมงคลได้ที่นี่อีกด้วย

 

 


      ด้านหลังของศาลเจ้า จะมีจุดชมวิวอยู่ ซึ่งสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลสาบทั้ง 5 ที่ล้อมภูเขาไฟฟูจิได้ที่นี่อีกด้วย บอกเลยว่าเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจมากๆ ค่ะ

 

 

       แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ สมกับที่กำลังจะเข้าช่วงหน้าร้อนในอีกไม่นาน เราทักทายฟูจิซังจนเต็มอิ่ม และเดินทางกลับไปยังโตเกียว เพื่อเที่ยวต่อให้เต็มที่ แต่ก่อนหน้านั้นขอแวะอร่อยกับ ร้านดังของที่นี่ ร้าน Makigari Restaurant ที่มีทั้งเนื้อย่าง และหมูย่างอร่อยๆ ให้เพลินพุงกันไป แต่กิมมิกไม่ใช่แค่นั้น เพราะที่นี่จะเสิร์ฟเนื้อสด และผักสดมาเป็นเซ็ต ซึ่งให้เราย่างเนื้อเองบนหินภูเขาไฟค่ะ น้ำจิ้มก็อร่อยมากๆ ทีเดียว

 


       ถัดจากเนื้อย่างมา เราก็แวะมาเพื่อเรียนรู้ พิธีการชงชา แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่มีมายาวนาน บอกเลยว่า เราได้ลงมือทำด้วยตัวเองตามคำสอนของเซนเซย์อีกด้วยค่ะ ปกติพิธีการชงชานั้นต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่เซนเซย์ผู้ใจดีก็ย่อให้นักท่องเที่ยวอย่างเราเรียนรู้ง่ายๆ ภายใน 15 เท่านั้นเอง


     เอาล่ะ ได้โบกมือลาฟูจิซังกันจริงๆ แล้วนะ เรานั่งรถกลับไปยังโตเกียวค่ะ บรรยากาศของป่าไม้ ลำธาร ต้นหญ้า แทนที่ด้วยตึกรามบ้านช่อง ถนนเต็มไปด้วยรถ และผู้คน เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ได้ เพราะเป็นช่วงที่คนญี่ปุ่นเลิกงานกันพอดี มีความรถติดเล็กๆ น้อยๆ ตอนใกล้จะถึงในเมือง

 


       หลังจากเข้าเมืองมาก็เกือบเย็น เราก็ไปแวะที่ ย่านชินจูกุ (Shinjuku) เดินเล่น กินข้าวเย็นก่อนเข้าที่พักค่ะ ที่นี่เป็นย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วยตึกสูง ศูนย์การค้า ร้านขายเครื่่องใช้ไฟฟ้า ร้านขายสินค้าแฟชั่น ร้านขายสินค้าลดราคา ร้านอาหาร และย่านบันเทิงตอนค่ำคืนค่ะ ทำให้ที่นี่คึกคักมากๆ และสายช้อปอย่างเราก็เดินเพลินเลยค่ะ

 

 

        ร้านที่น่าแวะมากๆ ในย่านนี้ก็คือ ร้าน ABC Mart ที่ขายรองเท้าแบรนด์ต่างๆ หลายแบรนด์ในราคาถูก ร้าน Matsumoto ร้านขายยาและเครื่องสำอาง มีห้าง Donki ซึ่งขายของสารพัดอย่างทั้งขนม ของแบรนด์เนม เครื่องสำอาง และอื่นๆ เพียบค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีร้านเสื้อผ้า H&M Uniqlo Zara ให้สาวๆ ช้อปปิ้งกันด้วยนะจ๊ะ

 

 

       หลังจากเดินชิลกันพอสมควร เราก็เก็บพลังที่เหลือไว้เผื่อลุยต่อพรุ่งนี้ เลยมุ่งตรงไปที่โรงแรมกันต่อค่ะ สำหรับโรงแรมของเราก็คือ Toshi Center Hotel ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน และ JR เดินทางไปเที่ยวไหนก็สะดวกจ้า

================

 

 

DAY 3

ตะลุยโตเกียว เดินเที่ยวขาเปลี้ย

 

 

      เช้านี้ตื่นมาได้บรรยากาศของเมืองโตเกียวสุดๆ เปิดหน้าต่างไปเห็นตึกน้อยใหญ่ ถนนหนทางที่สะอาด และผู้คนที่พาน้องหมาออกมาเดินเล่นตามสวนสาธารณะ สมกับเป็นวันหยุดจริงๆ ค่ะ สำหรับวันนี้เราวางแพลนตะลุยย่านหลักๆ ของโตเกียวให้ครบ โดยเริ่มจากกินมื้อเช้าให้อิ่มจะได้มีแรงเดิน (ฮ่าๆ)

 


      ที่แรกที่เราจะไปในวันนี้ก็คือ ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine) ค่ะ เรานั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย Hanzomon Line มาลงที่ Omote-sando Station แล้วต่อสาย Chiyoda Line ลงที่ Meiji-Jingumae Station ค่ะ ขึ้นมาก็จะเจอศาลเจ้าอยู่ด้านขวามือเลย


       สำหรับศาลเจ้าเมจินั้นเป็นศาลเจ้าชินโตขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่กว่า 7 แสนตารางเมตรเลยทีเดียวค่ะ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1920 เพื่ออุทิศถวายแด่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ต้นไม้บริเวณรอบๆ นั้น เป็นต้นไม้ที่ชาวญี่ปุ่นช่วยกันปลูกขึ้นมา ล้อมรอบศาลเจ้า ทำให้บรรยากาศของที่นี่เหมือนไม่ได้อยู่ในโตเกียวที่แสนจะวุ่นวายเลยค่ะ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปด้านในเหมือนหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง ทางเดินทอดยาวเข้าไปด้านใน ระหว่างทางก็จะมีสวน มีต้นไม้สูง มีเสียงการ้องคลอไปเป็นระยะ แอบรู้สึกสงบร่มเย็นมากๆ ค่ะ

 


เราเดินมาถึงจุดแรก จะมีถังสาเกวางเรียงราย จัดเรียงสวยงาม เป็นแลนด์มาร์คอีกจุดของที่นี่ที่ต้องเช็คอินค่ะ อัพรูปรัวกันสักหน่อย 4G เร็วเฟร่อ !

       เดินมาเรื่อยๆ จนเจอเสาโทริอิ แสดงว่าใกล้จะถึงตัวอาคารหลักของศาลเจ้าเมจิแล้วค่ะ ก่อนเข้าไปในอาณาเขตของเทพเจ้า จะเจอกับซุ้ม Temizuya อยู่ท้างซ้ายมือ ให้เราแวะล้างมือ ล้างปากที่นี่ก่อนเข้าศาลเจ้าค่ะ ซึ่งจะมีขั้นตอนตามนี้คือ ล้างมือซ้าย - ล้างมือขวา - ล้างปาก - ล้างมือซ้าย – ล้างกระบวย เป็นอันชำระสิ่งสกปรกเสร็จเรียบร้อย

 

 

       เมื่อเข้าไปด้านในแล้ว เราก็จะไปไหว้ขอพรเทพเจ้า ซึ่งที่นี่เป็นศาลเจ้าที่ได้รับความนิยมที่สุดของญี่ปุ่นในการมาขอพรช่วงปีใหม่เลยทีเดียวค่ะ มีคนไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคนมาขอพรที่นี่ในช่วงนั้น เพราะฉะนั้น เรามาถึงทั้งทีก็ต้องไปสักหน่อย

        ขั้นตอนในการไหว้ขอพรก็คือ โยนเหรียญ -โค้ง 2 ครั้ง - ปรบมือ 2 ครั้ง - ขอพร - โค้ง 1 ครั้ง นั่นเองค่ะ นอกจากนี้บริเวณศาลเจ้าก็ยังมีซุ้มสำหรับแขวนบนแผ่นไม้ Ema เพื่อขอพรอีกด้วย เราสามารถไปซื้อแผ่นไม้ได้ในราคา 500 เยนค่ะ รวมถึงมีกระดาษขอพร ให้ใส่ซองส่งตรงไปถึงเทพเจ้าอีกด้วย


      นอกจากนี้ ที่นี่ยังมักจะมีพิธีงานแต่งงานแบบชินโตให้ได้เห็นอีกด้วย ซึ่งวันนี้ที่เรามาก็ได้เจอพิธี เจ้าสาวปากแดงสวยมากค่ะ ชุดก็สวยงามตามธรรมเนียมญี่ปุ่นเลยทีเดียว

 

 

       ออกจากศาลเจ้าเมจิมาก็เที่ยงๆ ไปแล้ว แอบหิวเบาๆ เหมือนกัน เราเลยเลยเดินข้ามฝั่งมา แล้วไปที่ ฮาราจูกุ (Harajuku) กันต่อค่ะ มีร้านราเมน Kyushu Jangara Ramen ที่ใครๆ ก็บอกว่าอร่อยมาก แถมมีทั้งเมนูภาษาอังกฤษ และเมนูภาษาไทยอยู่ด้วย เลยแวะชิมกันสักหน่อย

 


      เข้าไปในร้านมีหลายเมนูมากๆ ค่ะ เราเลยเลือกเมนูซิกส์เนเจอร์ของร้านมาชิมกัน อร่อยอิ่มกันไปในราคา 2 ชาม 2,500 เยน หลังจากอร่อยกันเสร็จ เราก็เดินเล่นต่อค่ะ ที่นี่ถือได้ว่าเป็นย่านวัยรุ่นญี่ปุ่น มีการแต่งชุดคอสเพลย์ มีร้านช้อปปิ้ง เป็นย่านแฟชั่นแปลกหลากสไตล์ที่บางทีเราก็เข้าไม่ถึงค่ะ ฮ่าๆ

 


      เราเดินชิลไปถึง Takeshita Street เป็นถนนช้อปปิ้งที่เชื่อมระหว่าง Harajuku Street และ Meji Street ค่ะ ตรงนี้เป็นย่านวัยรุ่นจริงๆ รวมถึงเป็นย่านร้านเครปชื่อดังที่ต้องมาชิมให้ได้ถ้ามาฮาราจูกุด้วย

 

       เราก็เดินไล่อร่อยไปหลายร้านเลยค่ะ ทั้งร้านซอฟท์ครีม และไม่พลาดไฮไลท์อย่างร้านเครป รสชาติอร่อย เนื้อครีมจะเนียน และเย็นๆ กินแล้วฟินไปเลย



     แรงยังมี ขายังไหว เราไปต่อกันที่ ชิบูย่า (Shibuya)  ความจริงเราสามารถเดินจากฮาราจูกุต่อไปชิบูย่าได้เลย แต่ขอเซฟขา เลยกลับไปขึ้นรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro ขึ้นสาย Fukutoshin Line แค่สถานีเดียวก็ถึงชิบูย่าแล้วค่ะ


       เราเดินมาตรงทางออก Hachiko Gate ก็จะมาออกตรง อนุสาวรีย์รูปปั้นสุนัขฮาจิโกะ นั่นเอง ซึ่งตรงนี้มักเป็นจุดนัดพบของทุกคนในย่านชิบูย่าเลยทีเดียวค่ะ แอบไปทักทายน้องฮาจิโกะกันสักหน่อย ตอนนี้น้องก็ไม่เหงาแล้ว เพราะมีน้องแมว 2 ตัวมาอยู่ด้วย เรียกได้ว่าสร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยว และคนญี่ปุ่นในละแวกนั้นได้มากจริงๆ ค่ะ

 

 

      เอาล่ะ พอมาถึงชิบูย่า แลนด์มาร์คใหญ่ในโตเกียวขนาดนี้ เราเลยเดินหามุมถ่ายรูป 5 แยกชิบูย่าที่โด่งดัง เก็บกลับมาเป็นที่ระลึกตรงชั้น 2 ของร้านสตาร์บัคส์ตรงข้ามกับอนุสาวรีย์รูปปั้นสุนัขฮาจิโกะค่ะ ตรงจุดนี้เราจะได้เห็นความคึกคักของที่นี่สุดๆ ไปเลย ผู้คนจากทุกสารทิศมารวมตัวกัน ยิ่งตอนข้ามถนนบอกเลยว่าวายวุ่นสุดๆ ไปเลยค่ะ

 


      หลังจากนั้นก็ได้เวลาช้อปปิ้ง บอกเลยว่าย่านนี้มีร้านค้ามากมายกว่า 100 ร้านค้าทีเดียว จะรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง จัดหนักจัดเต็มกันมาก รวมถึงร้าน 100 เยนที่สาวๆ ชอบกันอีกด้วย เดินซื้อของฝากกันจนขาลากไปเลยค่ะ

 

 

       จบวันที่ 3 ไปแบบเปลี้ยๆ เดินจนปวดขาไปหมด อยากเข้าไปแวะเช็คอินแทบทุกร้านที่ผ่าน ฟีลนี้ต่างจากตอนอยู่นอกเมืองมากจริงๆ ค่ะ เรียกได้ว่าสนุกไปคนละแบบ ในเมืองก็จะมีความวุ่นวายที่ดูมีสีสันอยู่ ส่วนยามานาชิที่เราไปมาวันแรกๆ ก็สงบร่มรื่น สบายใจ ทริปนี้ครบสุดทุกฟีลลิ่งจริงๆ

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ นั่งรถไฟ ช้อปปิ้งอย่างมันส์ 1 วันในโตเกียว ฮาราจูกุ ชิบูย่า ชินจูกุ อากิฮาบาระ

================

 



DAY 4

โคมแดง ปลาดิบ 10-10-10 ไปเลย !

 


      มาถึงวันสุดท้ายของการเดินทาง บอกเลยว่าเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก สำหรับทริปเราวันนี้จะมีไม่เยอะมาก เพราะเรามีเที่ยวบินรอกลับบ้านอยู่ตอนสองทุ่มค่ะ เพราะฉะนั้น เราเลยตรงดิ่งไปที่แลนด์มาร์คของโตเกียวอย่าง วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple) หรือที่ใครๆ ต่างเรียกกันติดปากว่า วัดอาซากุสะ (Asakusa Temple) นั่นเองค่ะ

 


      ที่วัดเซ็นโซจินี้ มีสัญลักษณ์เป็นโคมสีแดงใหญ่ ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา หรือนักท่องเที่ยวจดจำวัดนี้ได้เป็นอย่างดี วัดนี้เป็นวัดพุทธที่นับถือ เจ้าแม่กวนอิม หรือ พระโพธิสัตว์คันนน (Kannon Bosatsu) และเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียวเลยทีเดียว


       สำหรับขั้นตอนการเข้าไปสักการะก็เหมือนเดิม คือ การชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนบริเวณซุ้มด้านข้างของวัดตามขั้นตอนที่เราเคยทำเหมือนที่ศาลเจ้าเมจิค่ะ จากนั้นก็เข้าไปขอพร ทำบุญแบบเดิมเป๊ะๆ บริเวณวัดยังมีจุดให้เช่าเครื่องรางหลากหลายแบบอีกด้วย


      หลังจากทำบุญเสร็จเรียบร้อย บริเวณด้านหน้าของวัดจะมีร้านรวงทั้งร้านของกิน ร้านขายของที่ระลึก เรียงรายกันอยู่มากมาย เราก็สามารถเดินชิล ถ่ายรูปสวยๆ หาของอร่อยชิมตรงนี้ได้เช่นกันค่ะ

 

 

       สิ่งที่ไม่ควรพลาดอย่างแรงของการมาเที่ยวที่นี่นอกจากการไหว้พระทำบุญแล้วก็คือ เมล่อนปัง ของอร่อยที่พลาดไม่ได้หากมาถึงวัดอาซากุสะ แน่นอนว่า แถวยาวมากๆ ทีเดียว อบเสร็จใหม่ๆ อร่อยสุดๆ แป้งนุ่มนิ่มมากๆ ใครมาถึงที่นี่ต้องมาแวะชิมให้ได้นะจ๊ะ !

 

อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ วัดเซ็นโซจิ อาซากุสะ แวะถ่ายรูปโคมแดง ขอพร อร่อยกับ เมล่อนปัง

 

       ออกจากวัดแล้ว อีกที่ที่ต้องไปก็คือ ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Fish Market) หนึ่งในตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป้าหมายของเราไม่ใช่การไปประมูลปลาแต่อย่างใด แต่คือซีฟู้ด ซูชิ ซาชิมิ ตะหาก ! โซนที่เราเจาะจงมาเดินจึงเป็นย่านร้านอาหาร และร้านค้าค่ะ แต่ละซอยก็จะมาของอร่อยมาปิ้งย่างกันสดๆ อยู่หน้าร้านเลยทีเดียว แถวนี้เลยคึกคักมาก ชาวต่างชาติก็เยอะ คนญี่ปุ่นเองก็เยอะมากๆ


      เราเดินไล่ตามร้านไปเรื่อยๆ เพื่อสำรวจของอร่อยราคาถูกและดี นอกจากของสดแล้ว ยังมีร้านซูชิที่เปิดเรียงรายกันหลายสิบร้านอีกด้วย ใครสะดวกร้านไหนก็เต็มที่ไปเลยค่ะ เพราะเชื่อว่ามากินถึงแหล่งขนาดนี้ คงหาซูชิ ซาชิมิสดกว่าที่นี่ไม่มีอีกแล้วล่ะ

 


      ร้านที่คนต่อแถวเยอะมากๆ นอกจากซีฟู้ดแล้วก็คือ ร้านไข่หวาน 200 เยน ตรงด้านหน้าตลาดเลยค่ะ เขาทำสดตรงนั้น ย่างสด ตัดขายกันให้เห็นจังๆ ได้กินแบบร้อนๆ กันไปเลย ไข่เนียนนุ่ม หวานกำลังดี เนื้อละเอียดละเมียดมากๆ


       สำหรับร้านดังที่คนรอต่อคิวนานๆ เราต้องยกให้ ร้านซูชิ ซันไม (Sushi Zanmai) ร้านซูชิที่มีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่น แต่ด้วยคนที่เยอะมากๆ เราเลยขอบาย ไปอร่อยในร้านเล็กๆ ที่อยู่ในหลืบ แม้คนจะไม่เยอะเท่า แต่ก็มีคนแวะเวียนมาตลอด ชื่อร้านว่า สึคิจิยะ (Tsukijiya) ร้านในสุดของซอยสุดท้ายเลยค่ะ เมนูก็มีทั้งซูชิเซ็ต และสั่งเป็นคำๆ ได้ตามปกติ ราคาก็ถือว่าดีต่อใจมากๆ เรากินกันเยอะมากค่ะ ทั้ง มากุโระ ชูโทโร่ โอโทโร่ ไข่หอยเม่น หอยเชลฟ์ ปู กุ้ง แซลมอน อย่างละคำ สองคำ ราคารวมอิ่มกันเต็มที่ทั้ง 2 คนแค่ 5,076 เยนเท่านั้นเองค่ะ ดีต่อใจสุดๆ ไปเลย

       อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ เดินเที่ยวครึ่งวันที่ ตลาดปลาสึคิจิ ซูชิ ซาชิมิ ถูกและดี ระดับตำนาน ปิดท้ายแวะศาลเจ้าตลาดปลา

 

       ก่อนกลับ เราทำการบ้านมาพอตัว เลยได้ข้อมูลเรื่อง ศาลเจ้าตลาดปลาสึคิจิ (Namiyoke Jinja) มา เลยขอแวะไปสักหน่อย ที่นี่เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่สำหรับให้ชาวประมง คนในตลาดปลา รวมถึงคนที่อร่อยกับซูชิอย่างเราไปแล้วมาอุทิศส่วนกุศลให้เหล่าซีฟู้ดที่ได้กินเข้าไปค่ะ

 

      ที่นี่จะมีก้อนหินศักดิ์สิทธิ์ไว้สำหรับให้เรารำลึกถึงเหล่าอาหารทะเลที่เรากินไป ทั้งหินซูชิ กุ้ง ปลา ไข่ ฯลฯ ว่าที่เราอยู่มาได้แข็งแรงก็เพราะชีวิตของสัตว์ทะเลเหล่านี้นั่นเอง

      อ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ ศาลเจ้า ตลาดปลาสึคิจิ Namiyoke Jinja สถานที่รำลึกถึงซีฟู้ดที่กินไป 


      ที่สุดท้ายที่เราไปแวะก่อนกลับไปที่สนามบินก็คือ วัดนาริตะซัน ชินโชจิ (Naritasan Shinshoji Temple) ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้กับสนามบินนาริตะค่ะ เป็นวัดที่อยู่มายาวนานเกินพันปีแล้ว และได้รับการบันทึกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วยค่ะ

 


      ตรงทางเข้า ก่อนถึงตัววัดจะมี หินรูปเต่าขนาดใหญ่อยู่ มีความเชื่อที่ว่า หากเราสามารถโยนเหรียญไปแล้วอยู่บนหลังหินรูปเต่าโดยที่เหรียญไม่ตกลงน้ำ คำอธิษฐานจะเป็นจริงค่ะ

 


       โดยส่วนมากนักท่องเที่ยวจะมาขอพรที่นี่เพื่อให้เดินทางปลอดภัย เพราะอยู่ใกล้กับสนามบินนาริตะ และเนื่องจากวัดนาริตะเป็นวัดที่มีเทพเจ้าสถิตอยู่มากมาย จึงทำให้ในวันขึ้นปีใหม่มีผู้คนหลั่งไหลมาขอพรกันอย่างมากมายมหาศาลเลยที่เดียว เราก็เลยขอแวะมาขอพรก่อนกลับอีกคนค่ะ



        จบทริปญี่ปุ่น ลุยโตเกียวแบบเต็มๆ 4 วัน ฉบับมนุษย์เงินเดือน บอกเลยว่า ได้ทุกฟีลลิ่งของการเดินทางมากๆ ทั้งในเมืองโตเกียวเองที่มีสีสัน และนอกเมืองที่ห่างไปไม่ไกล แต่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติแบบสุดๆ หวังว่า พรที่เราขอไว้กับทุกวัด ทุกเทพเจ้าว่า “ให้ได้กลับมาญี่ปุ่นอีกครั้ง” จะเป็นจริงในไม่ช้า

แล้วเจอกันใหม่นะ ญี่ปุ่น Matane !

 

 

ขอบคุณทริปดีๆ จาก TrueYou, Quality Express และ Air Asia

 

 

 

 

อัพเดทที่พักสุดชิลล์ ที่เที่ยวสุดมันส์ ที่กินสุดฮิป

ติดตาม travel.trueid.net ได้ที่

 

 

 

 

 

Tags

ชิบูย่า ญี่ปุ่น ฟูจิ ศาลเจ้า ออนเซ็น ฮาราจูกุ เที่ยวต่างประเทศ เรียวกัง โตเกียว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Top