สายเที่ยวแนวธรรมชาติที่ชอบการเดินป่า การได้ใกล้ชิด สัมผัสธรรมชาติอย่างสุดๆ นอกจากการเดินป่าชมธรรมชาติแล้ว ยังมี ถ้ำสวยในไทย อีกมากมายที่ทั้งลึกลับ แต่ก็น่าค้นหา สายแอดเวนเจอร์ ขาลุยทั้งหลาย ตามกันมาได้เลย !

 

 

 

 


ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน

เชียงราย

 


       วนอุทยานถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน นักธรณีวิทยาได้จัดลำดับให้ถ้ำหลวงเป็นถ้ำที่ยาวเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย ด้วยความยาวทั้งหมด 10,316 เมตร ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน จังหวัดเชียงราย เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ มีน้ำซับตลอดทั้งปี และจะมีน้ำไหลในช่วงฤดูฝน มีหินงอกหินย้อยสวยงาม และมีค้างคาวอาศัยอยู่ด้วย


       ภายในถ้ำมีความสวยงามตามธรรมชาติของเกล็ดหินสะท้อนแสง หินงอก หินย้อย ธารน้ำและถ้ำลอด ถ้ำหลวงจึงเป็นหนึ่งในถ้ำที่ยังคงมีการสำรวจจากนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด เพราะยังไม่มีใครสามารถเข้าไปในจุดที่ลึกที่สุดของถ้ำได้เนื่องจากมีอุปสรรคมากมาย และห้ามเข้าโดยเด็ดขาดเมื่อถึงฤดูฝนเพราะจะมีน้ำท่วมสูง

 


ตำนานที่ 1 : 

      เมื่อนานมาแล้ว ณ เมืองเชียงรุ้งสิบสองปันนา มี “ราชธิดา”องค์หนึ่ง ทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่ง แอบรัก กับ “ชายเลี้ยงม้า” ซึ่งเป็นการผิดกฏตามโบราณราชประเพณี ทั้งสองได้แอบรักกันมาจนกระทั่งพระราชธิดาเกิดตั้งครรภ์  จึงหลบหนีตามกันมา

       พระราชบิดารู้ความเกิดความอับอาย ที่พระราชธิดาใฝ่ต่ำ ก็ส่งทหารไล่ติดตาม ทั้งสองระหกระเหินเดินป่า จนราชธิดาซึ่งทรงพระครรภ์ได้หลายเดือนแล้วเสด็จต่อไปไม่ไหว ชายหนุ่มก็บอกนางว่า “ให้รออยู่ที่นี้จะไปหาอาหารมาให้ อย่าเสด็จไปไหน” แล้วชายหนุ่มก็เข้าป่าไปหาอาหาร

      กองทหารเชียงรุ้งไล่ตามมาเห็นชายเลี้ยงม้าในป่า ก็รุมฟันแทงจนตายอยู่กับที่ ฝ่ายพระราชธิดา รอชายคนรัก จนเย็นมืดค่ำก็ไม่เห็นกลับมา ก็กลับมาพบกองทหารของพระราชบิดาออกมาจากชายป่า เข้าล้อมพระราชธิดาไว้ แล้วทูลเชิญกลับไปยัง “นครเชียงรุ้ง” พระราชธิดาตระหนกตกใจ และสังหรณ์ ว่า ชายคนรักจักเป็นอันตรายเสียแล้ว แต่ก็ยังแข็งใจ ตรัสถามทหารว่า เห็นชายหนุ่มหรือไม่ ทหารก็ทูลตอบว่า ได้ฆ่าตายเสียแล้ว

      เมื่อทรงทราบดังนั้น พระราชธิดาทรงเสียพระทัยอย่างยิ่ง ทรงกรรแสงคร่ำครวญเกลือกกลิ้งอยู่กลับพื้น และใคร่ครวญก็เห็นว่าคนรักได้ตายจากไปแล้ว จะเสด็จกลับนครเชียงรุ้ง ก็คงถูกราชอาชญาสาหัส อีกทั้งทรงครรภ์กับชายเลี้ยงม้า ชาวเมืองคงจะดูแคลนเล่นไปจนตลอดพระชนม์

      เมื่อได้สติจึงตั้งสัจจะอธิษฐาน เอาความรักอันบริสุทธิ์เป็นที่ตั้ง ดึงปิ่นที่ปักผมออกมา แทงขมับของพระองค์เอง จนโลหิตไหลออกมาเป็นสาย และสิ้นพระชนม์อยู่ตรงนั้น

“สายพระโลหิตที่หลั่งไหลออกมา” ได้กลายมาเป็น “ต้นแม่น้ำแม่สาย” ในทุกวันนี้

ส่วน“พระวรกายของพระราชธิดาที่นอนเหยียดยาวจากใต้จรดเหนือ” ก็กลายเป็น “ดอยนางนอน” จวบจนทุกวันนี้

 

ตำนานที่ 2

     พญานาคตัวหนึ่งออกตามหาลูกสาว ที่ถูกพญาครุฑลักพาตัวไป จนพบลูกสาวนอนอยู่ตรงบริเวณที่เป็นต้นน้ำ ปัจจุบันเรียกว่า “ขุนน้ำนางนอน” พญานาคขอลูกสาวคืน แต่พญาครุฑขอแลกกับทองคำ

     ทุกวันนี้แหล่งน้ำที่พญานาคนำทองคำขึ้นจากบาดาลนั้นเรียกว่า “หนองตานาค” บริเวณที่พญานาคส่งทองคำให้พญาครุฑเรียกว่า “หนองละกา” ส่วนทองคำถูกนำไปเก็บไว้ที่ “ถ้ำทรายทอง” และพญานาคยังได้สร้างเจดีย์ เป็นอนุสรณ์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “พระธาตุจอมนาค” จนถึงปัจจุบัน

 

ตำนานที่ 3

     เจ้าหญิงเมืองพุกามกรีธาทัพออกตามหาเจ้าชายที่นางรัก นางออกรบ และขยายอาณาเขตมาเรื่อยๆ จนมาถึง “เวียงสี่ทวง” จึงพบกับเจ้าชาย แต่ปรากฏว่าเจ้าชายหนีหายไปกับสาวสวยชาวเวียงนี้อีกครั้ง

     นางรู้สึกเศร้าสลดจนตรอมใจตาย ก่อนตายได้ตั้งจิตอธิษฐานให้ร่างของนางกลายเป็นเทือกเขา ที่ชาวบ้านพากันเรียกว่า “ดอยนางนอน” น้ำตาที่ไหลรินกลายเป็น “ขุนน้ำนางนอน” ส่วนไพร่พลของนางก็กลายมาเป็นชนเผ่าหลากชาติพันธุ์บนภูเขาแห่งนี้

 

ที่ตั้ง : เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ช่วงเวลาที่เที่ยวได้ : สามารถเที่ยวได้ช่วงฤดูร้อน และฤดูหนาว

=================

 

ถ้ำพระยานคร

ประจวบคีรีขันธ์

 


      เริ่มต้นกันใกล้ๆ กรุงเทพฯ กับ ถ้ำพระยานคร ที่ประจวบคีรีขันธ์ ถ้ำอันสวยงามที่มี พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ พลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ภายใน ความสวยงามยามต้องแสงอาทิตย์เรียกได้ว่า มหัศจรรย์ และน่าประทับใจมากๆ หากได้เห็น จนที่นี่กลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปเลยทีเดียว

       นอกจากนี้ ที่กำแพงหินด้านขวามีพระปรมาภิไธยย่อในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เป็นตัวหนังสือใหญ่สีขาว อีกฝั่งหนึ่งของถ้ำเป็นหินรูปเจดีย์ ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับเจดีย์หลายยอดด้วยกัน และบริเวณฐานจะมีพระพุทธรูป ผ้าแพร 7 สีพันล้อมรอบหินอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งภายในถ้ำ

 

ที่ตั้ง : อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ช่วงเวลาที่เที่ยวได้ : สามารถเที่ยวได้ทั้งปี แต่ฤดูที่ดีที่สุด คือ เดือนธันวาคม-มีนาคม เวลา 10.30-11.30 น.เพราเป็นช่วงที่มีแสงส่องลงมาที่พลับพลาพอดี

=================

 


ถ้ำเลเขากอบ

ตรัง

 


       ถ้ำเลเขากอบ เป็นถ้ำสวยอีกแห่งในไทย ที่ตั้งอยู่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีเสน่ห์มากๆ ด้วยการเข้าไปเที่ยวในถ้ำนั้น ต้องแอดเวนเจอร์พอตัว เพราะในระยะการเที่ยวชมช่วงถ้ำสุดท้ายจะไม่สามารถเดินชมได้ เพราะต้องล่องเรือชมถ้ำโดยการนอนราบไปกับเรือเป็นระยะทางประมาณ 800 เมตร เป็นอะไรที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่ได้เข้าไป จนที่นี่ถือเป็นหนึ่งในที่เที่ยว Unseen Thailand ทีเดียว

       ภายในถ้ำช่วงที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ตามปกติ จะมีหินงอกหินย้อย ระยะทาง 4 กิโลเมตร ที่สวยงามมากๆ ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังมีการก่อตัวของหินอยู่ เป็นความสวยงามทางธรรมชาติที่ต้องไปชมสักครั้ง

 

ตำนาน : 

      นานมาแล้ว มีเจ้าฟ้าองค์หนึ่งชื่อว่า พญากอบ เป็นบุตรท้าวภุชงค์ราชานาคราช ผู้มีบุญญาธิการและมีความเชี่ยวชาญในทุกๆ ด้าน จนพญานาคทั้งเมืองบาดาลต้องสยบ เพราtอำนาจบารมีของพญากอบมีรูปร่างที่ใหญ่มาก กายยาวประมาณ 1 โยขน์ มีเกล็ดขาวดังไข่มุก นัยน์ตาสุกแดง

      ครั้นเมื่อท่านโตขึ้นก็ได้เดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ตามประสาวัยรุ่น จนกระทั่งได้พบรักกับนางศรีขัน ทั้งสองจึงตกลงปลงใจอยู่ด้วยกัน ไม่นานนักนางศรีขันก็ตั้งครรภ์ พญากอบพยายามหาที่อยู่มีภูมิทัศน์งดงามและปลอดภัยให้กับนางศรีขันเพื่อรอคลอดบุตร และที่นั่นก็คือ "ถ้ำเลเขากอบ" ในปัจจุบัน

      โดยพญากอบได้ใช้อิทธิฤทธิ์ของตนเผาผลาญเจาะหินจนเป็นถ้ำที่มีน้ำไหลผ่าน ภายในถ้ำเต็มไปด้วยอัญมณีและมีสัตว์ต่างๆ อาศัยอยู่มากมายหลายชนิด รวมทั้งหินงอกหินย้อยงดงามเหมือนมีชีวิตเป็นรูปทรงต่างๆ สวยดังมรกตหยดน้ำ และเมื่อพญากอบหาที่พักให้กับนางศรีขันได้เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็สัญญาว่าจะรักกันตลอดไป

      แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อยักษ์หูแกง บิดานางศรีขันได้ตามหาจนพบ ขณะทั้งสองกำลังพลอดรักกันอยู่ในถ้ำยักษ์หูแกงไม่พอใจมากคิดจะฆ่าพญากอบซึ่งเป็นลูกเขย โดยใช้ไฟพ่นใส่ โชคดีที่พญากอบหลบหลีกได้ทัน ทำให้ลูกไฟที่พ่นออกมาไปถูกภูเขาจึงเกิดเป็น "เขาหัวแตก" ขึ้น

      ส่วนนางศรีขันตกใจกลัวในการต่อสู้ จึงหนีขึ้นไปอยู่บนหน้าผาเพื่อเฝ้ารอคอยผู้เป็นสามี จนได้ชื่อว่า “ผานางคอย” ทางด้านพญากอบต้องการที่จะแก้แค้นยักษ์หูแกง แต่พอรู้ว่าเป็นพ่อตาของตัวเองก็หนีไปไม่กล้าทำร้าย โดยพญากอบจะซ่อนตัวทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้ยักษ์หูแกงตามหาใด หินพบ ไม่นานหลังจากนั้นนางศรีขันก็ได้คลอดบุตรออกมาเป็นงูจำนวนแปดหมื่นตัว หากเมื่อใดที่พ่อแม่ลูกได้มาพบหน้ากัน ถ้ำก็จะเรื่องรองไปด้วยแสงเพชรนิลจิดา และผู้คนบริวเณนั้นก็จะพบความสุขความเจริญ

 

ที่ตั้ง : อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

ช่วงเวลาที่เที่ยวได้ : สามารถเที่ยวได้ช่วงฤดูร้อน และฤดูหนาว

=================

 

 

ถ้ำภูผาเพชร

สตูล

 


       ถ้ำภูผาเพชร ถ้ำที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก และเป็นถ้ำที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของไทย ตั้งอยู่ในจังหวัดสตูลของเรานี่เอง นอกจากนี้ ยังได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่สันนิษฐานได้ว่า ถ้ำภูผาเพชรน่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 3,000 ปีมาแล้วอีกด้วย

       ความอัศจรรย์ภายในถ้ำแห่งนี้ปรากฏผ่านหินงอกหินย้อย ที่มีประกายระยิบระยับตระการตาดูคล้ายเกล็ดเพชรมากมาย ภายในถ้ำนั้นจัดสรรแบ่งเป็นห้องต่างๆ มากถึง 20 ห้อง มีสะพานไม้เป็นทางเดินตลอดถ้ำและติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับให้นักท่องเที่ยวเดินชมความสวยงาม

 

ที่ตั้ง : หมู่ที่ 9 บ้านป่าพน ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

ช่วงเวลาที่เที่ยวได้ : สามารถเที่ยวได้ทุกฤดู แต่ช่วงที่จะสามารถเห็นลำแสงลอดผ่านโพรงถ้ำในห้องแสงมรกตนั้นจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน เวลา 15.00-15.20 น.

=================

 


ถ้ำเสาหินลำคลองงู

กาญจนบุรี

 


       ถ้ำเสาหินลำคลองงู เป็นถ้ำหนึ่งในหลายถ้ำของอุทยานแห่งชาติลำคลองงูที่มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ มีเสาหินขนาดใหญ่ที่เกิดจากหินปูนก่อตัวกันมาเป็นเวลานานนับล้านปี และนับเป็นเสาหินธรรมชาติที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย
แต่การเข้าชมถ้ำเหมาะสำหรับผู้ที่ชมีสุภาพร่างกายแข็งแรงเท่านั้น เพราะหนทางยากลำบาก แต่ไม่สามารถเข้าชมได้ด้วยตัวเอง ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ เป็นผู้นำทางเข้าชม

 

ที่ตั้ง : อุทยานแห่งชาติลำคลองงู บ้านภูเตย ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

ช่วงเวลาที่เที่ยวได้ : เดือนกุมภาพันธ์-เมษายนเท่านั้น ฤดูฝนระดับน้ำในถ้ำจะสูงมาก ห้ามเข้าชมเด็ดขาด

 

 

 

อัพเดทที่พักสุดชิลล์ ที่เที่ยวสุดมันส์ ที่กินสุดฮิป

ติดตาม travel.trueid.net ได้ที่

 

 

 

 

Tags

จัดอันดับที่เที่ยวไทย ถ้ำ เที่ยวธรรมชาติ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Top