เคล็ดไม่ลับ ป้องกัน Jet Lag ดูแลสุขภาพ เมื่อต้องขึ้นเครื่องบินนานๆ

     ใครที่ขึ้นเครื่องบินบ่อยๆ คงทราบกันอยู่แล้วว่า การต้องเดินทางไกลๆ ด้วยไฟล์ทที่มีชั่วโมงบินนานๆ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลี่ยงความเมื่อยล้า ความอ่อนเพลีย บางคนโชคร้ายถึงกับเมาเครื่องบิน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าอาการ Jet Lag นั่นเอง เราไปดูกันดีกว่า ว่าจะเลี่ยงอาการพวกนี้ได้อย่างไร

 

เคล็ดไม่ลับ ป้องกัน Jet Lag ดูแลสุขภาพ เมื่อต้องขึ้นเครื่องบินนานๆ 

 

       1. แต่งตัวสบายๆ สวมเสื้อผ้าที่หลวมและถ้าเป็นผ้าฝ้ายจะยิ่งดี คุณจะต้องนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานกว่าปกติในสถานที่จำกัด โดยมีอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงจากร้อนเป็นหนาว ฉะนั้น คุณควรจะได้นั่งอย่างสบายจึงจะดีที่สุด การสวมรองเท้าก็เช่นเดียวกัน เป็นเรื่องปกติที่เท้า มือ และหน้าของเราจะบวมเมื่ออยู่ในที่สูง ดังนั้น สุภาพสตรีจึงควรลืมเรื่องการสวมรองเท้าส้นสูงไปได้เลย

 

       2. ดื่มน้ำมากๆ ก่อนเครื่องบินจะขึ้นและระหว่างที่อยู่ในเครื่องบินอากาศจะแห้งมากขึ้น และน้ำจะระเหยออกไป พยายามงดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่ทำให้ปัสสาวะบ่อย เพราะจะทำให้ร่างกายของคุณสูญเสียน้ำมากขึ้น

 

 

       3. พกสิ่งของที่ต้องใช้ติดตัว เช่น พกโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ขี้ผึ้งสำหรับทาปาก และยาหยอดไม่ให้ตาแห้งไว้ในกระเป๋าถือ มาสก์ให้ความชุ่มชื้นผิวหน้าเวลานอนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่เดินทางบ่อย

 

airplane-1

       4. ขยับแขนขา การไม่เคลื่อนไหวผนวกกับการสูญเสียน้ำสามารถทำให้เกิด ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (DVT) ซึ่งเป็นภาวะที่เลือดจับตัวเป็นก้อนในหลอดเลือดดำที่ขาส่วนล่าง ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อต้องโดยสารเครื่องบินระยะทางไกลๆ นี่คือเหตุผลที่จำเป็นต้องมีการบริหารร่างกายแบบง่ายๆ และให้ขาได้เคลื่อนไหวในขณะที่อยู่บนเครื่องบิน ให้หมุนข้อเท้า โดยเหยียดส้นเท้าและปลายเท้าสลับกัน และยกหัวเข่าขึ้นในขณะที่นั่งอยู่เป็นเวลา 2-3 นาที ทำอย่างนี้ทุกครึ่งชั่วโมง ให้เกร็งกล้ามเนื้อขาด้วยและเดินไปมาตามทางเดินเพื่อให้เลือดหมุนเวียน

 

 

      5. ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิด DVT  พกถุงเท้ากระชับขาหรือถุงเท้ายาว ที่ออกแบบเป็นพิเศษ สำหรับป้องกัน DVT รับประทานแอสไพรินปริมาณต่ำ (100-150 มก.) ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง (ให้ตรวจสอบข้อจำกัดของปริมาณยาที่ใช้ได้) และหลังการเดินทาง 3 วัน แอสไพรินช่วยป้องกันไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน

       6. เลื่อนเวลาหลับให้ช้าออกไป  แทนที่จะหลับทันทีที่รับประทานอาหารมื้อแรกและชมภาพยนตร์เสร็จ ให้พยายามทำตัวให้กระฉับกระเฉงต่อไปสัก 2-3 ชั่วโมง การยืดเวลาให้นานขึ้นก่อนที่จะหลับจะช่วยให้แน่ใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาที่คุณหลับจริงๆ จะเป็นการหลับที่ลึกและนานมากขึ้น

airplane-5

       7. ถ้าเป็นคนเมาเครื่องบินหรือรู้สึกวิงเวียนได้ง่าย สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องเมาเครื่องบินแนะนำว่าควรเลือกที่นั่งริมหน้าต่างส่วนปีกเครื่องบิน ควรรับประทานยากันเมาก่อนเครื่องขึ้นครึ่งชั่วโมง ยาจะทำให้ง่วงและหลับสบายรู้สึกตัวอีกทีก็ถึงที่หมายแล้วทำให้การเมาเครื่องบินไม่ใช่ปัญหาของการไปเที่ยวอีกต่อไป

      8. อย่ารับประทานอาหารมากเกินไป สำหรับคนที่ชอบทานอาหารบนเครื่องบินและดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์หรือน้ำอัดลมมากเกินไป เพราะจะทำให้ท้องอืด และอึดอัด ควรทานแต่พอดี จะได้ไม่ต้องนั่งทรมานนั่งปวดท้องจนถึงที่หมาย

 

airplane-3

       9. ใส่รองเท้าที่สวมสบาย ไม่บีบคับ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงควรหลีกเลี่ยงรองเท้าหัวแหลมที่ฟิตเปรี๊ยะพอดี เพราะเวลานั่งนานๆ เท้าจะบวมขึ้นเล็กน้อย ทำให้ทรมานยิ่งนัก และถ้าเผลอถอดรองเท้าด้วยแล้วอาจจะใส่กลับไปไม่ได้เลยทีเดียว

       10. นำสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องเท่าที่จำเป็น คือ ใส่กระเป๋าขนาดเล็กที่เรียกว่า เคบินแบ็กเกจ เพียง 1 ใบพอ กระเป๋านี้จะวางใต้ที่นั่งข้างหน้าหรือในช่องเก็บของเหนือศรีษะได้ ทำให้มีที่วางเท้า มีที่พอจะขยับตัว และไม่เกะกะผู้โดยสารคนอื่นด้วย

      11. ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์บนเครื่องบิน

      12. หลีกเลี่ยงการขึ้นเครื่องบินภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากดำน้ำ

 

airplane-4

       13.  บางคนเวลาตื่นนอนบนเครื่องบิน และลุกขึ้นยืนทันทีจะมีอาการเวียนศีรษะหรือหน้ามืด อาจเกิดจาก ออกซิเจนที่น้อยลงบน เครื่องบิน การนอนในที่จำกัด หรือการดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับคำแนะนำก็คือ เมื่อเวลาตื่นขึ้นมาอย่าลุกขึ้นยืนทันทีให้ออกกำลังกายเบาๆ ตรงที่นั่งก่อน

     และสำคัญมาก สำหรับโรคเส้นเลือดอุดตัน (Deep vein thrombosis=DVT) นั้นบางคนเรียกว่า Economy class syndrome แต่ความจริงสามารถเกิดได้กับคนที่นั่งชั้น business หรือ first class ด้วยก็ได้ สาเหตุสำคัญเนื่องจากการนั่งอยู่ในที่นั่งเฉยๆ เป็นเวลานานๆ ร่วมกับปัจจัยอื่นอีก เช่น อากาศบนเครื่องที่แห้ง ความดันอากาศต่ำ ฯลฯ

 

     ในบางคนก็มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขั้นอีก เช่น เคยมีประวัติ/ประวัติครอบครัวของ DVT เพิ่งผ่าตัดบริเวณขาหรือช่องท้อง เส้นเลือดขอด อ้วน โรคหัวใจล้มเหลว ภาวะขาดน้ำ สูบบุหรี่ สตรีตั้งครรภ์ การได้ฮอร์โมน- เอสโตรเจน โรคเลือด หรือมีอายุมากกว่า 40 ปี เป็นต้น สำหรับอาการของ DVT มีได้หลายอย่าง เช่น เจ็บ ปวด แดงบริเวณขา หรือถ้าลิ่มเลือดมาที่ปอดก็จะทำให้เกิดอาการไอหรือหายใจลำบากได้ ถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดีกว่า ส่วนคำแนะนำเพื่อป้องกัน DVT สำหรับบุคคลทั่วไป คือ ดื่มน้ำมากๆ ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน ร่วมกับการออกกำลังกาย

 

 

 Travel Tips ที่น่าสนใจอื่นๆ

 

ฟรี! รวม Wi-Fi password จากสนามบินรอบโลก (มีไทย) ฆ่าเวลากันให้เพลิน

ฟรี! รวม Wi-Fi password จากสนามบินรอบโลก (มีไทย)

 

Stamp Passport

รู้หรือไม่? พาสปอร์ต ไม่ใช่แค่หนังสือเดินทาง แต่เป็นมากกว่าที่คิด!

 

ติดตาม travel.truelife.com อีกช่องทางที่

    

 ทุกเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาหาร และที่พัก คลิกที่ http://travel.truelife.com

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

COMMENT

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ

Back to Top